ระบายความรู้สึกให้เป็นเสียง

  การเล่นดนตรีในดนตรีบำบัดหรือการ Improvisation นั้น เป็นกิจกรรมหลักที่นักดนตรีบำบัดเอาไว้ใช้กับคนไข้ทางจิตเวชกลุ่มต่าง ๆ การเล่นดนตรีแบบนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์คือไม่ได้เป็นการ สอน หรือ ฝึก เล่นเครื่องดนตรี แต่เป็นการใช้สื่อ ดนตรี เป็นเครื่องมือเพื่อการสื่อสาร ถ่ายทอดแทน ภาษา เป็นประสบการณ์ให้คนไข้ได้สัมผัสกับอีกด้านหนึ่งของตัวตน เปิดมุมมองการรับรู้ปัญหาของตัวเองในมิติที่แตกต่างออกไป คนไข้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานด้านดนตรี ไม่ต้องอ่านโน้ตเป็น ไม่ต้องเล่นเครื่องดนตรีเป็น แต่เล่นออกมาจาก ความไม่รู้ ผ่าน ความรู้สึก จาก จินตนาการ หรือจาก จิตใต้สำนึก หลังจากที่เล่นแล้วนักบำบัดจะทำการพูดคุยกับคนไข้เพื่อแลกเปลี่ยนการรับรู้ ความคิดเห็น ข้อสังเกตของตัวเองกับคนไข้ ซึ่งจุดประสงค์ของการพูดคุยนี้ก็เพื่อแปลงข้อมูลที่เป็นนามธรรมในรูปของ เสียงให้มีความเป็นรูปธรรมในรูปของ ภาษา เพื่อง่ายต่อความเข้าใจ และเพื่อเป็น ข้อมูล ที่ใช้ในการทำบำบัดในขั้นต่อไป การเล่นดนตรีแบบ Free Play ในลักษณะนี้อันที่จริงมันก็คือการทำ Improvisation รูปแแบหนึ่ง การนำเอาเทคนิคนี้มาใช้ในดนตรีบำบัดนั้นเพิ่งจะเริ่มเกิดขึ้นในช่วงปี 1958 แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในสมัยนั้นก็ยังเป็นแค่แนวความคิดและการทดลองใช้แค่นั้น เพราะในช่วงเริ่มต้น กิจกรรมหลักของดนตรีบำบัดคือการฟังเพลงโดยเฉพาะเพลงคลาสสิค การทำ Improvisation ในดนตรีบำบัดสมัยใหม่เริ่มขึ้นอย่างจริงจังในช่วงปีทศวรรษที่ 70 ในปี 1971 โดย Nordoff และ Robbins ได้ตีพิมพ์รายงานการรักษาเด็กพิการโดยใช้ดนตรีขึ้นในประเทศอังกฤษชื่อว่า „music as therapy for disable…

ป้าใหม่กับเปียโนหลังเก่า

เรื่องนี้เป็นการเขียนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วโมงดนตรีบำบัดกับคนไข้จริงๆ จุดประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงกระบวนการทำดนตรีบำบัดเชิงจิตบำบัดกับผู้ป่วยประเภทต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งเพื่อเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการทำงานของนักดนตรีบำบัดในคลินิกแห่งหนึ่งให้คนทั่วไปได้เข้าใจถึงวิชาชีพนักดนตรีบำบัดได้ดีขึ้น ทั้งนี้ชื่อผู้ป่วยที่ใช้จะเป็นนามสมมุติเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ใดทั้งสิ้น ป้าใหม่มีภาวะอาการโรคซึมเศร้า อายุประมาณช่วง 60 กลางๆ กำลังจะเข้าวัยเกษียณ แกทำงานเป็นพยาบาลอยู่ในบ้านพักคนพิการแห่งหนึ่ง ป้าเล่าให้ฟังว่าการทำงานเป็นพยาบาลต้องแข่งกับเวลา มีความกดดันสูงเพราะต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นและต้องอยู่กับความเครียด สาเหตุส่วนหนึ่งมากจากบุคคลากรทางด้านพยาบาลในประเทศเยอรมนีขาดแคลนเป็นอย่างมาก ป้าใหม่เล่าต่อไปว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาตัวป้าแกต้องพบกับความสูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิตไปถึง 2 คน คือสามีและเพื่อนสุดที่รักของแก สามีของป้าเสียชีวิตเพระาอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 2013 และเมื่อปีที่ผ่านมาเพื่อนสาวขาเมาท์สุดที่รักของแกป่วยเป็นโรคมะเร็งและจากแกไปอย่างกระทันหัน โดยที่แกเองก็พอจะเตรียมใจไว้บ้างแล้วหลังจากที่รู้ว่าเพื่อนแกป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพียงแต่การสูญเสียคนสำคัญในชีวิต 2 คนภายในเวลาสองปีดูจะเป็นเรื่องที่มากเกินกว่าที่แกจะทนรับได้ ผนวกกับภาวะความเครียดที่ต้องเผชิญในการทำงาน ทำให้ป้าใหม่มีลักษณะของคนเป็นโรคซึมเศร้าในระดับปานกลาง หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม แต่ยังไม่ถึงขนาดคิดอยากฆ่าตัวตาย รู้สึกเศร้าอยากร้องไห้อยู่ตลอดแต่แกก็ต้องเก็บกดเอาไว้เพราะไม่อยากให้คนอื่นเห็น ในชั่วโมงแรกที่ผมเจอป้าใหม่ แกเล่าให้ฟังว่า แกได้รับของขวัญวันเกิดจากเพื่อนสนิทเป็นเปียโนหลังเก่าหลังหนึ่งที่ยังอยู่ในสภาพดี แกดีใจมากที่ได้รับเปียโนเป็นของขวัญเพราะตัวป้าเองมีความฝันตั้งแต่เล็กๆ แล้วว่าอยากจะเล่นเปียโนให้เป็น พอแกได้เปียโนแกก็ขยันไปหาครูมาสอน ซื้อโน้ตซื้อหนังสือมาเพื่อจะเล่นเปียโนให้ได้ อีกใจก็อยากจะเล่นเพลงโปรดของแกให้เพื่อนรักคนนี้ได้ฟัง แต่โชคชะตาก็ไม่ค่อยจะปราณีป้าใหม่นัก หลังจากได้เปียโนมาไม่กี่ปีเพื่อนแกคนนี้ก็มาจากไปด้วยโรคมะเร็ง ตั้งแต่เพื่อนคนนี้เสียไปป้าใหม่ไม่กล้าแตะต้องเปียโนหลังนั้นอีกเลย เพราะพอจะเล่นทีไรก็ก็จะเสียใจร้องไห้มากจนไม่สามารถเล่นต่อไปได้ แกเลยตั้งเปียโนตัวนี้ไว้ในห้องเก็บของให้ฝุ่นจับ นานๆ ทีถึงจะเปิดเข้าไปดูซักครั้งหนึ่งแต่ก็ยังไม่สามารถกลับไปเล่นเปียโนได้อีก ป้าใหม่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องกลับไปเล่นเปียโนอีกครั้งด้วยจิตใจที่เบิกบานแบบตอนเริ่มต้นให้ได้ ทั้งนี้เพื่อตัวแกเองและเพื่อเป็นของขวัญให้กับเพื่อนรักที่เสียไปด้วย ชั่วโมงต่อมาของการบำบัด ป้าใหม่ยังคงมีอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด แกจะอ่อนไหวมากเวลาที่แกเล่าเรื่องเพื่อนของแกกับเปียโนที่ได้เป็นของวัญมา ผมเสนอที่จะเล่นดนตรีให้แกฟังก่อนเพื่อให้แกรู้สึกสงบลงบ้าง เครื่องดนตรีที่ใช้คือ Oceandrum…

การเล่นดนตรีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้อย่างไร

ตลอดเวลาสามปีที่ทำงานเป็นนักดนตรีบำบัดในคลินิก ผมได้พบเจอผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ มีตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงผู้อพยพ บางคนอัธยาศัยดี คุยกันง่าย บางคนปิดกั้นตัวเองไม่พร้อมที่จะรับอะไรใหม่ๆ บางคนดูๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เครียดกับงานแล้วหาเวลามาพักสมองบ้าง (ที่ไทยน่าจะมีให้ทำแบบนี้ได้บ้าง) บางคนมีปัญหามากซะจนคิดว่าผมช่วยเขาไม่ได้แน่ๆ ผู้คนเหล่านี้มาทำดนตรีบำบัดกับผมมากกว่า 70% เลือกที่จะเข้ากลุ่มฟังเพลง (receptive group) ไม่อยากจะเข้ากลุ่มเล่น (active group) กันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คิดว่าพราะตัวเองไม่เคยเล่นเครื่องดนตรีมาก่อน อยู่ดีๆ จะให้มาเล่นดนตรีโดยที่ไม่รู้อะไรเลยมันก็กระไรอยู่ มีไม่น้อยเหมือนกันที่กลัวว่าตัวเองจะปวดหูปวดหัวแน่ๆ ถ้าให้ไปทำอะไรแบบนั้น แถมอาจจะยิ่งทำให้สุขภาพจิตแย่กว่าเดิม มีหลายคนที่ผมกล่อมให้เขาเข้ากลุ่มเล่นได้สำเร็จและก็ได้รับคำขอบคุณภายหลังว่าเขาได้ประโยชน์จากการเข้ากลุ่มเล่นมากกว่าที่คิดไว้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาสามารถเล่นเพลงพร้อมโชว์คอนเสิร์ตได้หลังจากมารักษาตัวแล้วนะ แต่เป็นเพราะว่าการเล่นดนตรีมันทำให้เขารู้จักตัวเองและสามารถจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น ทำไมเวลาเล่นดนตรีแล้วมันทำให้เรารู้จักตัวเองได้ยังไง? อันนี้ต้องบอกก่อนว่าการแล่นดนตรีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเล่นดนตรีแบบที่เรารู้จักกัน คือไม่ใช่แบบที่ให้เราไปเรียนตามโรงเรียนดนตรี มีครูดนตรีมาคอยบอกว่าต้องเล่นแบบนี้แบบนั้นนะ ให้เรานั่งซ้อมนั่งหัดตามโน้ต นั่งแกะเพลง หรือแบบเล่นกีตาร์ร้องเพลงกลางวงเหล้า ดีดกีตาร์ร้องเพลงหล่อๆ เวลาจีบสาว ไปร้องคาราโอเกะแบบนั้นก็ไม่ใช่เหมือนกัน การเล่นดนตรีในความหมายทางดนตรีบำบัดคือการเล่นที่มาจาก “ความไม่รู้” คือไม่รู้ว่าต้องเล่นยังไง ตีกลองต้องตีมือซ้ายก่อนหรือขวาก่อน จะเล่นเปียโนไอ้ที่เหยียบข้างล่างคืออะไร คีย์สีขาวสีดำมันต่างกันยังไง จะเล่นให้ตรงจังหวะต้องเล่นยังไง คือเรื่องพวกนี้คนที่มาทำดนตรีบำบัดไม่จำเป็นต้องรู้ (แต่แน่นอนว่านักดนตรีบำบัดต้องรู้ทุกอย่างนะ) เพราะการที่ยิ่งรู้มากกลับยิ่งทำให้การทำดนตรีบำบัดยากขึ้นไปอีก ถ้าคนไข้เป็นนักดนตรีอาชีพนี่ถือว่าเป็นเคสที่ยากพอสมควร แล้ว “ความไม่รู้” เนี่ยมันจะกลายมาเป็น “ความรู้” ได้ด้วยหรอ…

กอด

“กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจซักที กอดกันเถอะคนดี สุขทุกนาทีที่ได้กอดกัน“ ผมเชื่อว่าคนใน Generation Y แบบผมหลายๆ คนคงรู้จักเพลง „กอด“ ของทีโบนแน่นอน (ใครเกิดไม่ทันก็ไปหาฟังกันเองนะ) และจะว่าไปคนเขียนเนื้อเพลงนี้ก็ไม่ได้เขียนเกินความจริงเลย เพราะเวลาที่เราได้กอดใครซักคน โดยเฉพาะคนที่เรารัก มันช่างอบอุ่นและรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนแบบไอ้ความไม่สบายใจ ความเหนื่อยล้ามันหายไปเลยนะ ซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดไปเองหรอกแต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ สาเหตุมาจากฮอร์โมนในสมองตัวหนึ่งที่ถูกหลั่งออกมาในช่วงที่เรากอดกัน ฮอร์โมนตัวนี้มีชื่อว่า „Oxytocin (อ๊อกซิโทซิน)“ หรือบางทีฝรั่งเขาก็เรียกว่า „Love Hormone หรือ Cuddle Hormone” ซึ่งไอ้เจ้าฮอร์โมนตัวนี้แหล่ะที่เป็นตัวการที่ทำให้เรารู้สึกดีและอบอุ่น เรามาทำความรู้จักกับเจ้าฮอร์โมนความรักหรือ “Oxytocin” กันก่อน Oxytocin เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วน Hypothalamus อย่างที่เขียนไว้ในตอนต้นว่าเจ้าฮอร์โมรนความรักนี้จะถูกกระตุ้นออกมาได้ด้วยการกอดหรือการสัมผัสทางร่างกายเช่น การจับมือ การลูบไล้ ส่วนจะสัมผัสกันแบบนุ่นนวล รุนแรงหรือจะพิศดารแบบไหนอันนี้ก็แล้วแต่ นอกจากจะถูกกระตุ้นด้วยการสัมผัสแล้ว Oxtocin ยังมีมากในคนที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังอยู่ในช่วงให้นมเจ้าตัวน้อยอยู่ นอกจากนี้เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ยังช่วยเพิ่มสัญชาตญาณความเป็นแม่ให้มากขึ้นอีกด้วยคือช่วยกระตุ้นให้คุณแม่อยากเลี้ยงเจ้าตัวเล็กเอง และที่ได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งรักก็เพราะ Oxytocin จะหลั่งออกมามากในช่วงที่เรากำลัง „บะ บะ โอ๊ บะ“  กันอยู่ มีทั้งในผู้ชายและผู้หญิงนะ แต่ผู้หญิงอาจจะเสียเปรียบหน่อยเพราะว่าเจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะสลายตัวไปช้ากว่าของผู้ชาย แล้วเดี๋ยวจะบอกให้ว่าเสียเปรียบกว่ายังไง แต่สำหรังคนโสดไร้คู่ไม่มีใครให้เดินจับมือหรือไม่มีคนเล่นผีผ้าห่มด้วยก็อย่าเพิ่งเสียใจไปว่าชีวิตนี้จะหาประโยชน์จากเจ้าฮอร์โมนตัวนี้ไม่ได้ มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการร้องเพลงในวงคอรัสหรือการเรียนร้องเพลงซัก 30…

ดนตรีกับการฝึกสติ

ตอนกลับไทยปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปกราบพระอาจารย์อจโรที่สำนักสงฆ์อนันทคีรี อ. เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ กับคุณพ่อผมแล้วก็พี่คิม รุ่นพี่ศิลปากรที่สนิทสนมกันและเป็นเจ้าของโรงแรม Forest Hill 2 (โรงแรมพี่แกพักสบายมาก ใครไปเที่ยวเขาค้อเชิญได้ครับ) พระอาจารย์ฯ เป็นคนออสเตรเลีย ที่มาบวชและจำวัดอยู่ไทยมาได้หลายปี พอไปถึงพี่คิมก็แนะนำตัวผมและพ่อผมกับพระอาจารย์ฯ เสร็จแล้วท่านก็พูดคุยทักทายอย่างเป็นกันเอง ผมก็เล่าให้ท่านฟังว่าผมเป็นนักดนตรีบำบัดทำงานอยู่ที่ไหนอะไรยังไงบ้าง ซักพักพี่คิมแกก็ถามว่า พี่คิม: “การใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสติแบบที่น้องหมูทำอยู่นี้ถือว่าเป็นไปตามหลักพุทธหรือเปล่าครับ” พระอาจารย์ฯ: “อืม..มันไม่ใช่ทางสายกลางนะ แต่ก็พอถือจะถือได้ว่าเป็นการช่วยให้คนเราจิตใจสงบ มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเพื่อให้พร้อมที่จะปฏิบัติธรรมได้” หลังจากนั้นผมก็เก็บคำพูดของพระอาจารย์ฯ มาคิดและทบทวนคำถามและข้อสงสัยที่ค้างคาใจผมมาตั้งแต่ครั้งผมเขียนวิทยานิพนธ์ตอนเรียนปริญญาโทเรื่อง „สติกับดนตรีบำบัด“ ว่าสุดท้ายแล้วการใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสตินั้นมีข้อจำกัดอยู่มาก เนื่องมาจากอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อการรับรู้และการทำงานของสมองมนุษย์ โดยในทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายว่าดนตรีมีผลทำให้เกิดภาวะ „Trance (ภวังค์)“ และภาวะ „ Flow (เพลิน)“ ซึ่งหากพิจารณาองค์ประกอบและลักษณะการเกิดภาวะทั้งสองแล้ว จะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับลักษณะของการ „มีสติ“ ชนิดที่อยู่กันคนละขั้ว แต่ก็มีหลายคนที่พยายามพัฒนาทฤษฎีมาใช้อธิบายลักษณะของ „Trance และ Flow” ให้มีลักษณะแบบเดียวกับสติ แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าที่ควร พอได้ยินคำพูดของพระอาจารย์ฯ นั้นทำให้ผมเริ่มคลายความสงสัยและช่วยตอบคำถามของผมได้หมด สุดท้ายแล้วเพราะดนตรีมันอยู่ในฝั่งที่หย่อนเกิน ทำให้จิตของผู้ฝึกนั้นติดอยู่กับความงามของเสียงเพลงและยังติดกับความสบายมากเกินไป ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่พบดนตรีในพระกรรมฐาน 40 กอง (กรรมฐาน 40 เป็นอุบายที่ใช้ในการฝึกจิตให้เกิดสมาธิตามหลักศาสนาพุทธ) แต่ทว่าหากเราจะมองข้ามประโยชน์ของดนตรีในแง่ที่ช่วยทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลายได้ในระดับหนึ่งก็คงจะเป็นการน่าเสียดายอยู่…

จากวันนั้นถึงวันนี้

คำว่า “นักดนตรี” กับ “นักดนตรีบำบัด” สองคำนี้ดูไปดูมามันก็อาจจะต่างกันแค่คำว่า “บำบัด” ที่เพิ่มเข้ามา เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องราวการเดินทางเพื่อเอาคำว่า “บำบัด” มาเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตผม อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าผมต้องเดินทางไปไกลเพื่อเข้ารับการรักษาโรคอะไรอยู่ตลอดเวลา การเดินทางนี้เป็นเรื่องของนักดนตรีคนหนึ่งที่ผันตัวเองไปเป็นนักดนตรีบำบัดต่างหาก จุดเริ่มต้นของเรื่องมันมาจากการเป็นนักดนตรีในวงโยธวาธิตที่อัสสัมชัญบางรัก (A.C. Band) เริ่มเล่นทรัมเป็ตมาตั้งแต่ม.1 ฝีมือก็งั้นๆ ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย มีมาสเตอร์วิชัยกับมิสพรภัทร์แล้วก็พวกรุ่นพี่ๆ ที่คอยช่วยสอนรุ่นน้องในวง ความรู้ทางดนตรีส่วนใหญ่ที่ได้ก็ได้จาก A.C.Band นี่แหล่ะ ต้องขอบคุณมิสและมาสเตอร์ที่คอยช่วยสอนอะไรหลายๆ อย่างให้ผม พอขึ้นม.ปลายผมก็เริ่มหันมาสนใจกีตาร์ ความตั้งใจแรกไม่ได้จะอยากเล่นเป็นจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำ แต่พอหัดจับคอร์ดได้สักพักรู้สึกนิ้วเริ่มด้านแล้วก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็เจ็บตัวละเล่นต่อมาเรื่อยๆ มันเลยละกัน หลังจากนั้นผมตัดสินใจเรียนต่อคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เครื่องเอกกีตาร์คลาสสิก การตัดสินใจของผมครั้งนี้ทางบ้านผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ ซึ่งคนที่เรียนดนตรีในช่วงนั้น (หรืออาจจะในปัจจุบันนี้ด้วย) จะได้เจอกับคำถามที่ว่า “เรียนดนตรีจบมาแล้วจะไปทำอะไร” ช่วงนั้นผมต่อต้านกับคำถามนี้มาก คิดอย่างเดียวว่าแค่อยากเรียนในสิ่งที่เรารักแค่นั้น ชีวิตช่วงนั้นหายใจเข้าออกเป็นดนตรีไปหมด วันๆ ซ้อมแต่กีตาร์ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ ซึ่งผลแห่งความขยันนี้ (เพื่อนบางคนก็บอกว่าผมบ้า วันๆ เอาแต่ซ้อม ไม่ค่อยออกมาเจอเพื่อนๆ เท่าไหร่) ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อผมเรียนจบด้วยผลการเรียนที่ค่อนข้างสวยหรูเลยทีเดียว แต่พอเรียนจบออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็เริ่มตระหนักว่า เกรดที่เราได้สุดท้ายมันก็แค่ตัวเลขตัวอักษร…

“ฟัง เล่น” กิจกรรมหลักของดนตรีบำบัด

ในการทำดนตรีบำบัดนั้นเราแยกกิจกรรมหลักๆ ได้เป็นสองประเภทคือการฟัง (receptive) และการเล่น (active) ซึ่งกิจกรรมทั้งสองอย่างก็จะมีหลักการรายละเอียดปลีกย่อยแยกออกไปอีกเยอะพอสมควร ไว้มีโอกาสจะค่อยๆ ทยอยเขียนรายละเอียดให้ได้อ่านกัน เริ่มที่การฟังกันก่อน  กิจกรรมดนตรีบำบัดประเภท “ฟัง” ภาษาอังกฤษเรียกว่า recetipve music therapy เป็นรูปแบบดนตรีบำบัดที่ถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดและเวลาคนส่วนใหญ่คิดถึงดนตรีบำบัดก็จะนึกถึงการฟังเพลงกันก่อน แต่ทีนี้คนก็จะคิดก่อนเลยว่าคือการฟังเพลง เสียงนก เสียงไม้ เสียงน้ำไหล หรือพวก relaxing music ที่หน้าปกอัลบั้มชอบเป็นรูปท้องฟ้าหรือรูปทะเลอะไรพวกนั้น คือเพลงเพื่อการผ่อนคลายพวกนั้นที่จริงก็เป็นแค่ “เครื่องมือ” ของนักดนตรีบำบัดไว้ใช้เวลาทำงานเท่านั้น ตัวเพลงมันเองมันไม่ได้จัดว่าเป็นดนตรีเพื่อการบำบัด ใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนไม่เหมือนยาพาราฯ ไว้กินแก้ปวดหัว ถ้าคนที่ไม่รู้จักใช้ “เครื่องมือ” พวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่เราเปิดเพลงฟังในชีวิตประจำวัน แบบนี้ใครๆ ก็ทำได้ และการฟังในดนตรีบำบัดไม่จำกัดแค่ว่าเปิดเพลงจากแผ่น จาก mp3 หรือจากสื่อต่างๆ แค่นั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงการที่นักดนตรีบำบัดเล่นดนตรีให้คนไข้ฟังอีกด้วย เช่นการอิมโพรไวส์ เล่นเพลงที่คนไข้รู้จักอยู่แล้ว หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่าการทำ sound journey ด้วยเครื่องดนตรี่ชนิดต่างๆ เช่น monochord, singin bowl, oceandrum, rain maker, gong…

สติ สมาธิและดนตรี ตอนที่ 2

“ดนตรีนั้นถ้าเป็นดนตรีบริสุทธิ์ ก็ยังสามารถทำให้จิตใจว่างจาก ความยึดถือว่า ตัวกูหรือของกูอยู่ แต่ถ้าเป็นดนตรีสกปรก ก็ ต้องปลูกความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว ตัวกูของกู ยิ่งขึ้นไป” (ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ ท่านพุทธทาสภิกขุ 2547) บทความที่แล้วได้เกริ่นนำเรื่องความหมายของสติและสมาธิจากมุมมองของพุทธศาสนาและการตีความจากทางตะวันตก จุดร่วมของดนตรีกับการอยู่กับปัจจุบันขณะ แนวคิดในการนำดนตรีมาช่วยในการฝึกสติและสมาธิ รวมไปถึงจุดมุ่งหมายของการใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสติ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งในภาคทฤษฎี บทความนี้จะเป็นเรื่องของภาคปฏิบัติและการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การฝึกสมาธิโดยใช้ดนตรีเพื่อการช่วยฝึกนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในทางบำบัดรักษา ซึ่งการฝึกสติด้วยดนตรีในทางคลินิกนั้นควรอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนักบำบัดเพื่อป้องกันภาวะทางอารมณ์บางประการที่อาจจะเกิดขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อคนไข้ เช่น อาการที่เรียกว่า Panic หรืออาการสั่นกลัวขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการฟังเครื่องดนตรีบางชนิด เช่น Didgeridoo, Gong, Singing Bowl หรือการเกิดภาวะ Regression หรือภาวะถดถอยรุนแรงเมื่อดนตรีเข้าไปกระตุ้นความทรงจำในอดีตหรือความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้นานให้ถูกปลดปล่อยออกมาแล้วคนไข้รู้สึกเสมือนตนเองย้อนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาในอดีตที่เลวร้าย นอกจากนี้ตัวนักบำบัดเองควรพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ชักจูงคนไข้ให้เข้ามานับถือศาสนาพุทธ และหลีกเลี่ยงไม่ใช้เนื้อหา หรือพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนามากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการไม่ยอมรับและความไม่เข้าใจได้ง่าย แต่เนื่องจากสังคมไทยมีความผูกพันกับพุทธศาสนามานาน คนไทยจึงสามารถเข้าถึงและยอมรับเรื่องนี้ได้ดีกว่าชาวตะวันตก ถึงอย่างไรก็ตามหากเป็นผู้ที่ฝึกสมาธิเป็นประจำอยู่แล้วแบบฝึกหัดนี้ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นมากเท่าไหร่ แต่ทุก ๆ ท่านสามารถทดลองฝึกได้ด้วยตนเองเพื่อดูว่าการฝึกแบบนี้นั้นเหมาะสมกับตนหรือไม่ มีความแตกต่างกับการนั่งสมาธิแบบปกติอย่างไร ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ดนตรี” ที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยในการฝึกสติเสียก่อน ดนตรีในทีนี้นั้นไม่ได้หมายถึงดนตรีที่เป็นเพลงที่มีเนื้อร้อง ทำนอง…

สติ สมาธิและดนตรี ตอนที่ 1

“ดนตรี มีทั้งเสริม และกดทับกิเลส อย่าตกหลุมพรางของมัน แม้แต่การสวดร้อง ท่องมนต์”(ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ, ท่านพุทธทาสภิกขุ 2547) ถ้าจะพูดกันตามความรู้สึกของคนไทยอย่างเรา ๆ แล้ว ดนตรีกับศาสนาพุทธ ฟังดูอาจจะขัดกันอยู่เสียหน่อย การฟังดนตรีนั้นยังถือเป็นสิ่งที่ต้องงดเว้น และยังถือเป็นข้อห้ามปฏิบัติในศีล 8 และศีล 10 อีกด้วยดังคำสมาทานศีลที่ว่า  “นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการพูด ฟัง ฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และดูการเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล“  หากเป็นมุมมองจากทางตะวันตกนั้น ดนตรีเองก็เป็นเสมือนเครื่องมือหนึ่งในทางศาสนาที่มีไว้ เพื่อการเข้าถึงพระเจ้า แต่ในทางศาสนาพุทธนั้น ดนตรีกลับไม่มีบทบาทสำคัญ และไม่ถูกกล่าวถึงมากนักในพุทธประวัติ จะมีก็เพียงการอุปมาเปรียบเปรยเป็นปริศนาธรรมเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างสายพิณกับการปฏิบัติในทางสายกลาง คือไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป  ในยุคปัจจุบันแนวคิดทางพุทธศาสนาถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคทางจิตตามแบบตะวันตกมีการนำการฝึกสติและการฝึกสมาธิเข้ามาเป็นแนวคิดพื้นฐานในการช่วยบำบัดรักษาอาการผิดปกติทางจิตใจในด้านต่าง ๆ เพื่อให้คนไข้มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึกหรือแม้กระทั่งกลไกทางจิตใต้สำนึกของตัวเอง ซึ่งบ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย หรือเกิดเป็นอาการผิดปกติทางจิตใจขึ้นมา ซึ่งจะค่อย ๆ สะสมและเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยโดยที่เราไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น แนวทางการรักษาโดยเน้นที่การฝึกสตินั้นได้แก่…

หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตวิชาเอกดนตรีบำบัดของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์และการสอบเข้า

หลักสูตรของสาขาวิชาดนตรีบำบัดเป็นหลักสูตรสองปี โดยมีหมวดวิชาปรับพื้นฐาน หมวดวิชาแกน และหมวดวิชาบังคับดังนี้: หมวดวิชาปรับพื้นฐาน • Principles of Music Therapy • Group Leadership Skills in Music Therapy หมวดวิชาแกน • Music Research Methodology • Music Research Seminar I • Music Research Seminar II • Seminar in Music หมวดวิชาบังคับ • Philosophy and Theory of Music Therapy • Human Development and Music Learning • Clinical Techniques for Children…

ปรัชญาสองบรรทัด

งานหลักของนักดนตรีบำบัดถ้าจะให้อธิบายสไตล์คนไทยแบบไม่เกิน 8 บรรทัดนี่คงจะได้ประมาณนี้ “นักดนตรีบำบัดมีหน้าที่นำดนตรีกลับเข้าใปในหัวใจของผู้คน เพื่อให้เขาคนนั้นได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มความเป็น “มนุษย์” ให้มากขึ้น และลดความเป็น “คน” ให้น้อยลง” 

เป็นนักดนตรีบำบัดต้องรู้อะไรบ้าง

คำว่า “ดนตรีบำบัด” สำหรับบ้านเรานั้นค่อนข้างเป็นคำใหม่ และถึงแม้ในบ้านเมืองฝรั่งจะเริ่มมีการรู้จักดนตรีบำบัดกันบ้างแล้ว ฝรั่งส่วนมากก็ยังไม่รู้รายละเอียดว่าดนตรีบำบัดมันใช้ทำอะไร มาทำดนตรีบำบัดแล้วได้ผลจริงหรือไม่ มันเป็นความท้าทายและเป็นเรื่องที่พวกเราต้องเจอในชีวิตประจำวันเวลาเริ่มต้นกระบวนการบำบัดที่ต้องทำความเข้าใจกับผู้เข้ารับการบำบัดให้ชัดเจนก่อนเพื่อให้เกิดผลในการรักษามากที่สุด แต่ก่อนที่นักดนตรีบำบัดคนหนึ่งจะไปทำความเข้าใจหรือจะไปดูแลช่วยเหลือคนอื่นได้นั้น เขาต้องผ่านการทดสอบ ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นนักดนตรีบำบัดได้ ในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหรือเกี่ยวกับชีวิตของคนอื่นมันเป็นความรับผิดชอบของคนที่ทำงานด้านสาธารณสุขที่ต้องมีความเข้าใจในตัวงานที่ทำอยู่ให้ลึกซึ้งเป็นอย่างดี ก่อนที่จะได้รับการรับรองหรือได้รับอนุญาตให้เริ่มทำงานได้ ไม่ใช่แค่เพียงไปเข้าคอร์สอบรมมาครั้งสองครั้งแล้วก็มาเรียกตัวเองว่าเป็นหมอ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นนักดนตรีบำบัด แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีความรู้หรือรู้น้อยมากในสิ่งที่ตัวเองทำ เรียกได้ว่านอกจากจะไม่เคารพในสิทธิ์ของผู้เข้ารับการบำบัดที่สมควรได้รับการดูแลจากผู้ที่ได้รับการรับรอง แต่ยังเหมือนเป็นการไม่เคารพหรือโกหกตัวเองด้วย เรียนดนตรีบำบัดอย่างแรกที่นักดนตรีบำบัดจำเป็นต้องมีและต้องพัฒนาฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอคือทักษะทางด้านดนตรี ขอแยกเป็นข้อๆ ตามนี้ มีความรู้ทางด้านทฤษฎีดนตรี: ความรู้ทางทฤษฏีดนตรีนี้เหมือนเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดพึงศึกษาไว้ เพราะเป็นเสมือนประตูบานแรกสู่โลกแห่งเสียงเพลง เป็นพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดทุกๆ คนต้องรู้ ตั้งแต่เรื่องการอ่าน เขียนโน้ต บันไดเสียง คู่เสียง เสียงประสาน การย้ายบันไดเสียง ฉันทลักษณ์ทางดนตรี ฯลฯ หากจะถามว่าทำไมนักดนตรีบำบัดควรเรียนรู้ทฤษฎีดนตรีนั้นจะว่าไปก็เหมือนกับการตั้งคำถามว่าเราเรียนเลข เรียนสมการอะไรยากๆ ในโรงเรียนไปทำไม? จริงอยู่ที่เวลาทำงานจริงเราคิดถึงเรื่องทฤษฎีดนตรีกันน้อยมาก (อันนี้ขึ้นอยู่กับคอนเซ็ปการทำงานในแต่ละสาขาด้วย) แต่เรื่องพวกนี้เราศึกษาไว้เพื่อให้เกิดการตกผลึกทางความคิดให้เกิดการนำไปต่อยอดพัฒนาในทางปฏิบัติอีกทีหนึ่ง มีทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีในระดับหนึ่ง: เครื่องมือในการทำมาหากินของนักดนตรีบำบัดก็คือดนตรี หากรู้แค่ทฤษฎีเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ ต้องสามารถเล่นเครื่องดนตรีประเภทใดประเภทหนึ่งได้ด้วย มีเครื่องดนตรีหลักของตัวเองหนึ่งเครื่องที่สามารถเล่นได้อย่างมั่นใจ ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่นนั้น ขอใช้คำว่า “ควร” รู้ว่าเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ ใช้งานอย่างไร รู้จักที่มาที่ไปพอสมควร แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นได้อย่างมืออาชีพหรือถึงขนาดเป็น Virtuoso…