ป้าใหม่กับเปียโนหลังเก่า

เรื่องนี้เป็นการเขียนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วโมงดนตรีบำบัดกับคนไข้จริงๆ จุดประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงกระบวนการทำดนตรีบำบัดเชิงจิตบำบัดกับผู้ป่วยประเภทต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งเพื่อเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการทำงานของนักดนตรีบำบัดในคลินิกแห่งหนึ่งให้คนทั่วไปได้เข้าใจถึงวิชาชีพนักดนตรีบำบัดได้ดีขึ้น ทั้งนี้ชื่อผู้ป่วยที่ใช้จะเป็นนามสมมุติเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ใดทั้งสิ้น

ป้าใหม่มีภาวะอาการโรคซึมเศร้า อายุประมาณช่วง 60 กลางๆ กำลังจะเข้าวัยเกษียณ แกทำงานเป็นพยาบาลอยู่ในบ้านพักคนพิการแห่งหนึ่ง ป้าเล่าให้ฟังว่าการทำงานเป็นพยาบาลต้องแข่งกับเวลา มีความกดดันสูงเพราะต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นและต้องอยู่กับความเครียด สาเหตุส่วนหนึ่งมากจากบุคคลากรทางด้านพยาบาลในประเทศเยอรมนีขาดแคลนเป็นอย่างมาก ป้าใหม่เล่าต่อไปว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาตัวป้าแกต้องพบกับความสูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิตไปถึง 2 คน คือสามีและเพื่อนสุดที่รักของแก สามีของป้าเสียชีวิตเพระาอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 2013 และเมื่อปีที่ผ่านมาเพื่อนสาวขาเมาท์สุดที่รักของแกป่วยเป็นโรคมะเร็งและจากแกไปอย่างกระทันหัน โดยที่แกเองก็พอจะเตรียมใจไว้บ้างแล้วหลังจากที่รู้ว่าเพื่อนแกป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพียงแต่การสูญเสียคนสำคัญในชีวิต 2 คนภายในเวลาสองปีดูจะเป็นเรื่องที่มากเกินกว่าที่แกจะทนรับได้ ผนวกกับภาวะความเครียดที่ต้องเผชิญในการทำงาน ทำให้ป้าใหม่มีลักษณะของคนเป็นโรคซึมเศร้าในระดับปานกลาง หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม แต่ยังไม่ถึงขนาดคิดอยากฆ่าตัวตาย รู้สึกเศร้าอยากร้องไห้อยู่ตลอดแต่แกก็ต้องเก็บกดเอาไว้เพราะไม่อยากให้คนอื่นเห็น

ในชั่วโมงแรกที่ผมเจอป้าใหม่ แกเล่าให้ฟังว่า แกได้รับของขวัญวันเกิดจากเพื่อนสนิทเป็นเปียโนหลังเก่าหลังหนึ่งที่ยังอยู่ในสภาพดี แกดีใจมากที่ได้รับเปียโนเป็นของขวัญเพราะตัวป้าเองมีความฝันตั้งแต่เล็กๆ แล้วว่าอยากจะเล่นเปียโนให้เป็น พอแกได้เปียโนแกก็ขยันไปหาครูมาสอน ซื้อโน้ตซื้อหนังสือมาเพื่อจะเล่นเปียโนให้ได้ อีกใจก็อยากจะเล่นเพลงโปรดของแกให้เพื่อนรักคนนี้ได้ฟัง แต่โชคชะตาก็ไม่ค่อยจะปราณีป้าใหม่นัก หลังจากได้เปียโนมาไม่กี่ปีเพื่อนแกคนนี้ก็มาจากไปด้วยโรคมะเร็ง ตั้งแต่เพื่อนคนนี้เสียไปป้าใหม่ไม่กล้าแตะต้องเปียโนหลังนั้นอีกเลย เพราะพอจะเล่นทีไรก็ก็จะเสียใจร้องไห้มากจนไม่สามารถเล่นต่อไปได้ แกเลยตั้งเปียโนตัวนี้ไว้ในห้องเก็บของให้ฝุ่นจับ นานๆ ทีถึงจะเปิดเข้าไปดูซักครั้งหนึ่งแต่ก็ยังไม่สามารถกลับไปเล่นเปียโนได้อีก ป้าใหม่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องกลับไปเล่นเปียโนอีกครั้งด้วยจิตใจที่เบิกบานแบบตอนเริ่มต้นให้ได้ ทั้งนี้เพื่อตัวแกเองและเพื่อเป็นของขวัญให้กับเพื่อนรักที่เสียไปด้วย

ชั่วโมงต่อมาของการบำบัด ป้าใหม่ยังคงมีอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด แกจะอ่อนไหวมากเวลาที่แกเล่าเรื่องเพื่อนของแกกับเปียโนที่ได้เป็นของวัญมา ผมเสนอที่จะเล่นดนตรีให้แกฟังก่อนเพื่อให้แกรู้สึกสงบลงบ้าง เครื่องดนตรีที่ใช้คือ Oceandrum กับ Calimba ผมลองเล่น Oceandrum ให้แกได้ใช้จินตนาการของแกเพื่อไม่ต้องหมกมุ่นอยู่แต่กับความเศร้ามากจนเกินไป หลังจากเล่นไปได้สักพักผมก็เสนอให้แกได้ลองเล่นเองบ้าง ป้าใหม่รับ Oceandrum ไปอย่างระมัดระวังพร้อมกับจ้องมองลูกเหล็กที่กำลังวิ่งชนกันไปมาอย่างตั้งใจ เสียง Oceandrum ที่ป้าใหม่เล่นออกมาหากหลับตาฟังก็คงจะมองเห็นเป็นภาพทะเลหัวหินในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจ คลื่นลบสงบ ปราศจากผู้คน ผมเล่น Calimba คลอไปพร้อมกับป้าใหม่ ท่าทีของแกเริ่มสงบลงเรื่อยๆ น้ำตาที่นองแก้มอยู่ก่อนหน้านี้ค่อยๆ แห้งหายไป เหลือไว้เพียงรอยยิ้มจางๆ กับสีหน้าที่ผ่อนคลายของแก หลังจากที่เล่นเสร็จเราพูดคุยกันเพื่อสอบถามสภาวะอารมณ์อีกครั้งหนึ่งซึ่งสิ่งที่ป้าใหม่บอกผมมันก็ช่างสอดคล้องกับภาพของทะเลคลื่นลมสงบที่ผมจิตนาการไว้

สองวันต่อมาป้าใหม่มาทำดนตรีบำบัดอีกครั้ง คราวนี้ป้าแกขอให้ผมเล่นเปียโนให้แกฟังบ้าง ซึ่งที่จริงเปียโนไม่ใช่เครื่องดนตรีหลักของผมแต่ผมมักจะใจอ่อนกับคนไข้เสมอ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งคือมันเป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้เพื่อเป็นจุดเชื่อมไปยังเป้าหมายในการบำบัดของป้าใหม่เองคือการกลับมาเล่นเปียโนได้อีกครั้ง ซึ่งป้าแกเอ่ยปากขอเรามาเอง ที่จริงเวลาเราทำบำบัดเนี่ยการสปอยล์คนไข้อย่างเดียวมันมักจะไม่ช่วยให้เกิดผลดีเท่าไหร่ ในทางตรงข้ามอาจจะส่งผลเสียต่อสัมพันธภาพในเชิงบำบัดด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ครั้งนี้ผมคิดว่ามันเข้าทาง ป้าใหม่แกขอมาผมจึงเต็มใจยินดีจัดให้แต่ก็ต้องมีข้อแม้นะว่าป้าต้องมาเล่นด้วยกันด้วย โดยที่ผมขอให้ป้าใหม่แกนั่งฟังผมเล่นอยู่ข้างๆ ก่อน โดยทั่วไปคนที่ไม่เคยเล่นเปียโนมาก่อนจะไม่ค่อยกล้าเล่นเปียโนเองเท่าไหร่เพราะกลัวว่ามันจะฟังแล้วปวดหูไม่เป็นเพลงซะมากกว่า นักดนตรีบำบัดมีหน้าที่ทำให้คนไข้มั่นใจว่าถึงเขาจะไม่เคยเล่นเปียโนมาก่อนแต่มันจะออกมาเพราะแน่ๆ วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักดนตรีบำบัดที่เล่นเปียโนไม่เก่งแต่ต้องเล่นให้เพราะเพื่อคนไข้ของเรา คือเราเล่นแค่คีย์ดำก่อน เพราะมันเป็น Pentatonic เล่นยังไงก็เพราะแน่ ถึงคนไข้จะไม่เคยเล่นเปียโนมาก่อนหรือถ้าตัวนักบำบัดเองขี้เกียจซ้อมเปียโน ก็ยังสามารถเล่นให้ออกมาน่าฟังได้

ผมเริ่มเล่นเปียโนบนคีย์ดำให้ป้าใหม่ได้ลองฟังก่อน พอเล่นไปได้สักพักจึงชวนแกเล่นบ้าง ตอนแรกป้าแกก็กล้าๆ กลัวๆ ใจหนึ่งก็ยังไม่แน่ใจตัวเองว่าจะรับมือกับความเศร้าที่จะถาโถมเข้ามาพร้อมกับเสียงเปียโนหรือเปล่าแต่อีกใจก็อยากจะลองดูสักตั้ง ผมเสนอให้แกลองเล่นไปพร้อมๆ กับผม แต่ให้แกแค่กดๆ จิ้มๆ โน้ตอยู่ตัวสองตัวแค่นั้น ป้าใหม่ค่อยๆ วางนิ้วลงบนคีย์ ลังเลอยู่สักพักก่อนที่โน้ตตัวแรกของแกจะเปล่งเสียงออกมา ผมสังเกตแกไปด้วยในขณะที่เล่น มือป้าใหม่สั่นเล็กน้อยในขณะที่กด สีหน้าของแกมีทั้งรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากในขณะที่ตาแกก็เริ่มจะมีน้ำคลอออกมาบ้าง ผมรีบควานหาโน้ต Tonic เพื่อที่จะจบการ Improvise โดยเร็วก่อนที่ป้าแกจะรับมือกับคลื่นความเศร้าที่เริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ ไม่ไหว หลังจากนั้นผมจึงพูดคุยกับแกว่าเป็นยังไงบ้าง แกรู้สึกได้ถึงความเศร้าที่มันขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจที่ได้เล่นเปียโนอีกครั้ง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ

หลังจากชั่วโมงนั้น ผมกับป้าใหม่เจอกันอีกหกครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งที่แกมาหาผม แกจะขอให้ผมเล่นเปียโนให้แกฟังตลอด ผมก็ใช้มุกเดิมเชิญให้แกมาเล่นด้วย ซึ่งแกก็กล้าเล่นได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากช่วงแรกที่แกจะรู้สึกเหมือนว่าความเศร้ามันขึ้นจุกอยู่ที่คอ ตอนนี้ป้าใหม่ไม่รู้สึกเศร้าอีกต่อไปแล้วเวลาเล่นเปียโน ตรงกันข้ามแกกลับรู้สึกมีความสุขและรู้สึกสนุกที่ได้กลับมาเล่นเปียโนอีกครั้ง แกยังบอกกับผมอีกว่าแกแอบไปซ้อมเปียโนในห้องประชุมมาด้วยตอนที่ไม่มีคนอยู่ แล้วแกยังรู้สึกตื่นแต้นที่จะได้กลับบ้านไปหาเปียโนหลังเก่าของแก แต่ความรู้สึกในตอนนี้ไม่ได้เศร้าเหมือนก่อนอีกแล้ว แต่กลับเห็นคุณค่าและความหมายของชีวิตมากขึ้น

ในกรณีของป้าใหม่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่พอดีว่าปมปัญหาและเป้าหมายในการรักษาของแกเหมาะกับการมาทำดนตรีบำบัดมาก สิ่งสำคัญที่ช่วยให้การทำบำบัดกับป้าใหม่ได้ผลเป็นอย่างดีคือการที่ผมกับป้าใหม่มีความสัมพันธ์ในเชิงบำบัดที่ดี เมื่อเราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนไข้ได้แล้วจะช่วยให้คนไข้รู้สึกอุ่นใจและพร้อมที่จะเดินไปกับเรา สำรวจและเรียนรู้จิตใจของตัวเองเพื่อความเข้าใจอดีตที่อาจจะไม่ค่อยสวยงามนัก ยอมรับและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนเรื่องเทคนิคที่ใช้จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญรองลงไป

Advertisements

การเล่นดนตรีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้อย่างไร

ตลอดเวลาสามปีที่ทำงานเป็นนักดนตรีบำบัดในคลินิก ผมได้พบเจอผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ มีตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงผู้อพยพ บางคนอัธยาศัยดี คุยกันง่าย บางคนปิดกั้นตัวเองไม่พร้อมที่จะรับอะไรใหม่ๆ บางคนดูๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เครียดกับงานแล้วหาเวลามาพักสมองบ้าง (ที่ไทยน่าจะมีให้ทำแบบนี้ได้บ้าง) บางคนมีปัญหามากซะจนคิดว่าผมช่วยเขาไม่ได้แน่ๆ ผู้คนเหล่านี้มาทำดนตรีบำบัดกับผมมากกว่า 70% เลือกที่จะเข้ากลุ่มฟังเพลง (receptive group) ไม่อยากจะเข้ากลุ่มเล่น (active group) กันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คิดว่าพราะตัวเองไม่เคยเล่นเครื่องดนตรีมาก่อน อยู่ดีๆ จะให้มาเล่นดนตรีโดยที่ไม่รู้อะไรเลยมันก็กระไรอยู่ มีไม่น้อยเหมือนกันที่กลัวว่าตัวเองจะปวดหูปวดหัวแน่ๆ ถ้าให้ไปทำอะไรแบบนั้น แถมอาจจะยิ่งทำให้สุขภาพจิตแย่กว่าเดิม มีหลายคนที่ผมกล่อมให้เขาเข้ากลุ่มเล่นได้สำเร็จและก็ได้รับคำขอบคุณภายหลังว่าเขาได้ประโยชน์จากการเข้ากลุ่มเล่นมากกว่าที่คิดไว้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาสามารถเล่นเพลงพร้อมโชว์คอนเสิร์ตได้หลังจากมารักษาตัวแล้วนะ แต่เป็นเพราะว่าการเล่นดนตรีมันทำให้เขารู้จักตัวเองและสามารถจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น

ทำไมเวลาเล่นดนตรีแล้วมันทำให้เรารู้จักตัวเองได้ยังไง? อันนี้ต้องบอกก่อนว่าการแล่นดนตรีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเล่นดนตรีแบบที่เรารู้จักกัน คือไม่ใช่แบบที่ให้เราไปเรียนตามโรงเรียนดนตรี มีครูดนตรีมาคอยบอกว่าต้องเล่นแบบนี้แบบนั้นนะ ให้เรานั่งซ้อมนั่งหัดตามโน้ต นั่งแกะเพลง หรือแบบเล่นกีตาร์ร้องเพลงกลางวงเหล้า ดีดกีตาร์ร้องเพลงหล่อๆ เวลาจีบสาว ไปร้องคาราโอเกะแบบนั้นก็ไม่ใช่เหมือนกัน การเล่นดนตรีในความหมายทางดนตรีบำบัดคือการเล่นที่มาจาก “ความไม่รู้” คือไม่รู้ว่าต้องเล่นยังไง ตีกลองต้องตีมือซ้ายก่อนหรือขวาก่อน จะเล่นเปียโนไอ้ที่เหยียบข้างล่างคืออะไร คีย์สีขาวสีดำมันต่างกันยังไง จะเล่นให้ตรงจังหวะต้องเล่นยังไง คือเรื่องพวกนี้คนที่มาทำดนตรีบำบัดไม่จำเป็นต้องรู้ (แต่แน่นอนว่านักดนตรีบำบัดต้องรู้ทุกอย่างนะ) เพราะการที่ยิ่งรู้มากกลับยิ่งทำให้การทำดนตรีบำบัดยากขึ้นไปอีก ถ้าคนไข้เป็นนักดนตรีอาชีพนี่ถือว่าเป็นเคสที่ยากพอสมควร แล้ว “ความไม่รู้” เนี่ยมันจะกลายมาเป็น “ความรู้” ได้ด้วยหรอ ก็ไหนบอกว่าดนตรีบำบัดเขาไม่ได้สอนให้เล่นดนตรีนี่แล้วจะไปรู้อะไรได้ยังไง?

นอกเรื่องก่อนนิดหนึ่งว่าปัจจุบันนี้การศึกษาทางจิตวิทยาพัฒนาไปไกลมากเกินทฤษฎีของฟรอย์ไปเยอะ ทฤษฎีหรือโมเดลในทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของคนเราก็มีอยู่หลายแนวแล้วแต่ว่าใครจะหยิบยกทฤษฎีของใครมาอ้างอิงเวลาการทำงาน อย่างที่คลินิกที่ผมทำงานอยู่นี่ใช้ทฤษฎีเรื่องความต้องการพื้นฐานทางจิตใจของมนุษย์ 4 ประการของ Grawe (Grawe, 2004)

  • The need for Attachment
  • The need for Control/Orientation
  • The need for Pleasure/Avoidance of Pain
  • The need for Self-Enhancement

ซึ่งถ้าความต้องการพื้นฐานทั้งสี่นี้ไม่ได้รับการตอบสนองหรืออาจจะมีการพัฒนาที่ไม่เหมาะสมนัก เช่นความต้องการเรื่องการควบคุมมีมากเกินไปและความพึงพอใจหรือความรู้สึกมีคุณค่าในตัวตนมีน้อยเกินไปก็จะทำให้คนๆ นั้นเสียสมดุลย์ถายใน การเสียสมดุลย์นี้จะแสดงออกมาในรูปแบบพฤติกรรมที่อาจจะไม่เหมาะสมนักเช่น หากมีความต้องการเรื่อง control และ ortientation มากเกินไปก็มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นพวก perfectionist มากกว่านั้นจะกลายเป็นพวกชอบย้ำคิดย้ำทำในระดับที่เรียกว่าเกินพอดี (ล้างมือเป็นสิบรอบ หรือก่อนออกจากบ้านต้องเช็คเตาแก๊สก่อนเป็นสิบยี่สิบรอบ) ซึ่งงานของนักบำบัดคือการทำให้สมดุยล์ของความต้องการทั้งสี่นี้กลับมาให้อยู่ในระดับที่พอๆ กันหรืออาจจะต้องปรับในส่วนที่ยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์นักให้มีการพัฒนาต่อไปในทางที่ดีขึ้น เช่น การหัดปล่อยวางกับตัวเองบ้างในบางเรื่อง หรือหัดให้มีความภูมิใจในตัวเองบ้าง รายละเอียดเรื่องนี้ผมแนะนำให้ลองหาหนังสือของ Klaus Grawe เรื่อง Neuropsychotherapy: How the neurosciences inform effective psychotherapy, 2006.

IMG_0651

กลับมาเรื่องการเล่นของเราต่อ แล้วไอ้ความต้องการทั้ง 4 อย่างข้างบนนี่มันจะเกี่ยวกับดนตรีบำบัดตรงไหน อันนี้หากจะให้ยกตัวอย่างในแต่ละหัวข้อ บทความนี้คงไม่จบง่ายๆ (แค่นี้ก็เกินแปดบรรทัดมาเยอะแล้วนะ) จะขอยกตัวอย่างกรณีคนไข้รายหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเล่นละกันกับหัวข้อเรื่อง The need for Self-Enhancement ขอเรียกเขาว่า “คุณตู่ นามสมมุติ” ละกันนะ คุณตู่นี่เป็นหญิงชาวเยอรมนี อายุ 63 ปี ก่อนหน้านี้ทำงานในบริษัททัวร์แต่มีปัญหากับเจ้านาย ถูกเจ้านายกดดันอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยได้รับคำชมเชย ไม่เคยถูกมองว่าทำอะไรได้ดี คุณตู่แกก็อยากจะกลับไปทำงานต่อแต่ด้วยอายุที่มากใกล้วัยเกษียณ แกอยากจะทนต่ออีกนิดแล้วจะเกษียณก่อนเวลา (ที่เยอรมนีอายุเกษียณงานคือ 65) คุณตู่มาพักรักษาตัวที่คลินิกด้วยอาการเสียงในหู (Tinnitus) และโรคซึมเศร้าระดับปานกลาง คุณตู่เป็นคนดูขี้อาย ออกจะค่อนไปทางขี้กลัวด้วยซ้ำ แกเป็นคนพูดเบา น้ำเสียงไม่หนักแน่น แกเล่าถึงปัญหาในที่ทำงาน คือแกไม่รู้จักขอบเขตของตัวเอง ใครใช้ให้ทำอะไรก็รับทำไปหมด ไม่ได้ดูว่าตัวเองจะเหนื่อยหรือเปล่า ไม่กล้าเถียงคนอื่น รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า คุณตู่ยังมีแม่อายุ 85 ที่ต้องคอยดูแลและแกเพิ่งคบกับหนุ่ม (เออหรือไม่หนุ่มแล้วมั้ง) คนใหม่ได้สามปีรักกำลังหวานแหวว คุณตู่มีลูกชายอยู่สามคนจากสามีคนเก่า ลูกแกก็โตๆ กันหมดแล้วแต่แกก็อดเป็นห่วงลูกตามประสาคนเป็นแม่ไม่ได้ คือยังปล่อยวางไม่ค่อยได้ หลังจากซักประวัติอธิบายวิธีการทำดนตรีบำบัดอะไรกันเสร็จผมก็แนะนำเครื่องดนตรีให้กับคุณตู่ ในตอนลองเนี่ยดูแกแบบกล้าๆ กลัวๆ หยิบนี่นิดจับนู่นหน่อยแล้วก็บอกว่าดีๆๆ ในใจผมคิดว่าแบบนี้ถ้าแกทำกลุ่มฟังอาจจะเหมาะกว่า พอท้ายชั่วโมงแกทำให้ผมแปลกใจตรงที่แกของลองเข้ากลุ่มเล่นเองเลย ทั้งๆ ที่ดูแกคงไม่กล้าลองอะไรใหม่ๆ แล้ว ในวันทำกลุ่มวันนั้นมีคนมาทั้งหมด 5 คนรวมผมด้วยเป็น 6 คุณตู่กับสมาชิกอีกสองคนเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม ส่วนสองคนที่เหลือเคยทำกลุ่มด้วยกันมาแล้ว ช่วงแรกคุณตู่ก็ยังดูเงียบๆ ไม่ได้เล่าเกี่ยวกับตัวเองอะไรมาก หลังจากให้สมาชิกใหม่แนะนำตัวและถามไถ่อารมณ์กันแล้ว ผมแนะนำให้กลุ่มเล่นดนตรีด้วยกันแบบ free play คือทุกคนมีอิสระที่จะเลือกเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ จะเปลี่ยนเครื่องตอนไหน จะหยุดเล่นเมื่อไหร่ยังไงก็ได้ ไม่มีการตกลงกันก่อนว่าต้องเล่นอะไรยังไง เพียงแค่ว่าเราจะเริ่มและจบดนตรีของเราด้วยความเงียบ

สมาชิกกลุ่มในวันนั้นเล่นเครื่องดนตรีตามนี้ Cajon, Bass Drum, Oceandrum, Monochord คุณตู่เลือก Metallophone ส่วนผมเล่น Bongo ทุกคนเล่นได้เข้ากันดีทั้ง percussion และ sound instrument แล้วตามความรู้สึกผมนะ ผมเล่นด้วยแล้วรู้สึกเพลิน ฟังแล้วชิวมาก แต่ในเพลงก็มี movement มี contrast เสียง Metalophone ของคุณตู่นี่เรียกได้ว่าเป็นตัวโซโล่ของกลุ่มเลยก็ว่าได้ เสียงของแกที่เล่นออกมาจาก metallophone มีพลัง มีความมั่นใจมากทั้งๆ ที่เวลาแกคุยกับใครแล้วแกจะดูเป็นคนละคนไปในทันที เพลงของเราจบลงหลังจากเล่นไปได้เกือบสิบห้านาที หลังจากเพลงจบเราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าใครรู้สึกอะไรยังไงบ้าง คุณตู่เริ่มกล้าพูดมากขึ้น แกบอกว่าแกพยายามเล่นให้เบาๆ เพราะไม่อยากไปรบกวนคนอื่น แกได้รับ feed back ที่ดีจากกลุ่มโดยที่ตัวแกคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นตัวเด่นของรอบนี้ ทำให้คุณตู่เริ่มมีความมั่นใจและกล้าเล่าเรื่องของตัวเองมากกขึ้น แกเล่าว่าสามีเก่าของแกเป็นคนที่เรียกว่าใหญ่ที่สุดในบ้าน แกไม่สามารถจะไปมีปากเสียงอะไรกับสามีตัวเองได้ คือสามีแกสั่งอะไรแกก็ต้องทำเพราะไม่อยากทะเลาะกัน มากเข้าๆ ก็ทำให้แกเป็นคนไม่กล้าหือกล้าอือ แต่พื้นฐานคุณตู่เองไม่ได้เป็นคนยอมคนอยู่แล้ว แกเล่าว่าก่อนหน้านั้นแกไม่เคยเป็นแบบนั้น แต่จากปัญหาในชีวิตคู่บวกกับปัญหาในที่ทำงานทำให้แกเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ คุณตู่บอกว่าจะลองพยายามทำตัวกลับไปเป็นแบบเดิมแต่จะทำได้หรือเปล่านี่ตัวแกเองตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ในครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเป็นการฟังเพลง คราวนี้ผมเล่นเปียโนให้กลุ่มฟัง หลังจากที่ฟังเสร็จคุณตู่ร้องไห้ บอกว่าความทรงจำในวัยเด็กมันผุดขึ้นมาในหัว แกบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่เรื่องดีๆ ในอดีตมันยังไม่หายไปไหน คุณตู่ดูผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากนั้นแต่ก็ดูครุ่นคิดมากขึ้นด้วย

การเล่นจาก “ความไม่รู้” นี้จริงๆ มันก็ออกมาจากจิตใต้สำนึกของเราส่วนหนึ่ง เป็นรูปแบบพฤติกรรมของเราเองที่ช่วยให้เรารู้แนวโน้มว่าเราจะตอบสนองต่อเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์อย่างไร จากกรณีตัวอย่างของคุณตู่นี่เห็นได้ชัดว่าความมีคุณค่าในตนเองนั้นได้ถูกบั่นทอนมาทีละเล็กทีละน้อยจากเหตุการณ์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันแต่ความมีคุณค่าในตัวเองของแกไม่ได้หายไปไหนเพียงแต่ถูกกดทับไว้การเล่นดนตรีในกรณีของคุณตู่นั้นทำให้คุณตู่กลับมา “ได้ยิน” ความเข้มแข็ง ความมั่นใจของตัวเองอีกครั้งบวกกับภาพความทรงจำในวัยเด็กที่ย้อนกลับมา ซึ่งกรณีคุณตู่นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วโมงแรกของการทำกลุ่มแค่นั้น ผมจะได้เจอคุณตู่อีกแค่ครั้งเดียวก่อนที่ผมจะหนีไปพักร้อนในอาทิตย์ถัดไป ส่วนแกจะเปลี่ยนตัวเองไปได้มากน้อยแค่ไหนก็คงต้องดูกันต่อไป ผมคงได้แต่อวยพรให้แกได้บรรลุเป้าหมายในการมารักษาตัวครั้งนี้

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่พอชี้ให้เห็นว่าการเล่นดนตรีบำบัดช่วยให้เราแสดงตัวตนที่แท้จริงของเราออกมาได้อย่างไร การเล่นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัด หลังจากเล่นแล้วการพูดคุยเป็นอีกกระบวนการที่สำคัญที่จะช่วยให้เอาเสียงที่เป็นนามธรรมมาขยายความ ทำให้ชัดเจนด้วยภาษาพูดอีกทีหนึ่ง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะแยกจากกันไม่ได้ในการทำดนตรีบำบัดเชิงจิตบำบัด ซึ่งกระบวนการทั้ง verbale และ non-verbale นี้เองที่ทำให้การเล่นในดนตรีบำบัดต่างจากการเล่นดนตรีทั่วๆ ไป

 

กอด

“กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจซักที
กอดกันเถอะคนดี สุขทุกนาทีที่ได้กอดกัน“

ผมเชื่อว่าคนใน Generation Y แบบผมหลายๆ คนคงรู้จักเพลง „กอด“ ของทีโบนแน่นอน (ใครเกิดไม่ทันก็ไปหาฟังกันเองนะ) และจะว่าไปคนเขียนเนื้อเพลงนี้ก็ไม่ได้เขียนเกินความจริงเลย เพราะเวลาที่เราได้กอดใครซักคน โดยเฉพาะคนที่เรารัก มันช่างอบอุ่นและรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนแบบไอ้ความไม่สบายใจ ความเหนื่อยล้ามันหายไปเลยนะ ซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดไปเองหรอกแต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ สาเหตุมาจากฮอร์โมนในสมองตัวหนึ่งที่ถูกหลั่งออกมาในช่วงที่เรากอดกัน ฮอร์โมนตัวนี้มีชื่อว่า „Oxytocin (อ๊อกซิโทซิน)“ หรือบางทีฝรั่งเขาก็เรียกว่า „Love Hormone หรือ Cuddle Hormone” ซึ่งไอ้เจ้าฮอร์โมนตัวนี้แหล่ะที่เป็นตัวการที่ทำให้เรารู้สึกดีและอบอุ่น

เรามาทำความรู้จักกับเจ้าฮอร์โมนความรักหรือ “Oxytocin” กันก่อน Oxytocin เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วน Hypothalamus อย่างที่เขียนไว้ในตอนต้นว่าเจ้าฮอร์โมรนความรักนี้จะถูกกระตุ้นออกมาได้ด้วยการกอดหรือการสัมผัสทางร่างกายเช่น การจับมือ การลูบไล้ ส่วนจะสัมผัสกันแบบนุ่นนวล รุนแรงหรือจะพิศดารแบบไหนอันนี้ก็แล้วแต่ นอกจากจะถูกกระตุ้นด้วยการสัมผัสแล้ว Oxtocin ยังมีมากในคนที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังอยู่ในช่วงให้นมเจ้าตัวน้อยอยู่ นอกจากนี้เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ยังช่วยเพิ่มสัญชาตญาณความเป็นแม่ให้มากขึ้นอีกด้วยคือช่วยกระตุ้นให้คุณแม่อยากเลี้ยงเจ้าตัวเล็กเอง และที่ได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งรักก็เพราะ Oxytocin จะหลั่งออกมามากในช่วงที่เรากำลัง „บะ บะ โอ๊ บะ“  กันอยู่ มีทั้งในผู้ชายและผู้หญิงนะ แต่ผู้หญิงอาจจะเสียเปรียบหน่อยเพราะว่าเจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะสลายตัวไปช้ากว่าของผู้ชาย แล้วเดี๋ยวจะบอกให้ว่าเสียเปรียบกว่ายังไง แต่สำหรังคนโสดไร้คู่ไม่มีใครให้เดินจับมือหรือไม่มีคนเล่นผีผ้าห่มด้วยก็อย่าเพิ่งเสียใจไปว่าชีวิตนี้จะหาประโยชน์จากเจ้าฮอร์โมนตัวนี้ไม่ได้ มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการร้องเพลงในวงคอรัสหรือการเรียนร้องเพลงซัก 30 นาทีหรือการฟังเพลงเพื่อการผ่อนคลายนั้นก็สามารถช่วยให้สมองมีการสร้าง Oxytocin ได้เช่นกัน การลูบหัวสัตว์เลี้ยงตัวโปรดก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนตัวนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะเห็นบางคนโดยเฉพาะสาวๆ อุทิศตนเป็นทาสแมวหรือเปลี่ยนใจหันมารักหมาดีกว่ารักคนอะไรประมาณนั้น เพราะส่วนหนึ่งมันเป็นการตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจและเป็นการสร้างฮอร์โมนตัวนี้แทนการได้รับจากคู่ของตัวเอง

ได้เห็นกันไปแล้วว่าฮอร์โมนแห่งรักของเรานี้เกิดขึ้นได้ยังไง ทีนี้ผลของ Oxytocin มันมีอะไรบ้างทำไมมันถึงมีความสำคัญกับชีวิตของเรานักหนา เริ่มจากช่วงแรกเกิดเลยที่ทารกได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่ก็เพราะผลของฮอร์โมนตัวนี้ของแม่ แล้วตัวเด็กเองนอกจากจะค่อยๆ สร้างภูมิคุ้มกันทางร่างกายจากนำ้นมแม่แล้วยังสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้สามารถรับมือกับภาวะความเครียดต่างๆ ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนำ้นมแม่หรือถูกเลี้ยงดูจากคนที่ไม่มีหัวจิตหัวใจของความเป็นแม่เท่าไหร่ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า Oxytocin มีส่วนสำคัญต่อพฤติกรรมมนุษย์ในเรื่องการเข้าสังคม การมีปฏิสัมพันธ์และการผูกพันทางสังคม เด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยความรักที่ถูกต้องสมองจะสามารถสร้าง Oxytocin ได้ง่ายกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงดูด้วยความรุนแรง (เรื่องการเลี้ยงเด็กนี่จะขอยกไปเขียนอีกบทความหนึ่งนะ อยากจะให้เห็นชัดๆ ว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” นี่มันเป็นยังไง) Oxytocin ยังมีผลต่อพฤติกรรมเรื่องการรักเดียวใจเดียวด้วยโดยเฉพาะในผู้ชาย คือเขาทดลองฉีดสเปร์ยเจ้าฮอร์โมนนี้เข้าไปในรูจมูกของผู้ชายที่มีแฟนอยู่แล้ว 40 คนแล้วให้ดูรูปสาวๆ กับรูปแฟนตัวเองและวัดการทำงานของสมองไปด้วย เขาพบว่ากลุ่มผู้ชายที่ได้รับฮอร์โมนแห่งรักตัวนี้จะเห็นแฟนของตัวเองมีเสน่ห์มากกว่าสาวอื่น นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ชายที่ได้รับฮอร์โมนแห่งรักนี้จะรักษาระยะห่างจากสาวอื่นมากกว่าผู้ชายที่ไม่ได้รับฮอร์โมนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น Oxytocin ยังมีส่วนช่วยให้เราจัดการความเครียดได้ดีขึ้น ช่วยให้เรารู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ในคนที่มีฮอร์โมนตัวนี้มากจะไม่ค่อยก้าวร้าว หรือคนที่กำลังตกหลุมรักก็จะมีปริมาณ Oxytocin สูงเช่นกัน

tileshop.fcgi

Lee et al. (2009) Oxytocin: the Great Facilitator of Life.

เรื่อง Oxytocin นี้เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก สามารถเอามาเขียนเป็นวิทยานิพนธ์เล่มหนาๆ ได้เลย แต่ขอกวกกลับมาที่การกอดของเราอีกที จะเห็นได้ว่าการกอดนั้นเป็นวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยกระตุ้นสมองให้สร้าง Oxytocin ดนตรีหรือการเลี้ยงสัตว์ก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนหวงความโสด หลังจากอ่านบทความนี้แล้วลองไปฟังเพลง “กอด” ของทีโบนอีกสักรอบนะ ฟังเสร็จแล้วก็เข้าไปกอดใครซักคนที่อยากกอด กอดแน่นๆ ซักพัก แล้วที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ Oxytocin ไปแล้วคุณจะพบว่า ความสุขมันสร้างกันได้ไม่ยากหรอก


เอกสารอ้างอิง: บทความนี้ไม่ได้เขียนแบบวิชาการนะ หากใครอยากอ้างอิงหรือสนใจอ่านต่อก็ตามแหล่งอ้างอิงข้างล่างนี้ได้เลยนะ

  1. Chanda, M.N. & Levitin, D.J. (2013) The neurochemistry of music.
  2. Grape, C. et al. (2003) Does singing promote well-being?: An empirical study of professional and amateur singers during a singing lesson.
  3. Lee et al. (2009) Oxytocin: the Great Facilitator of Life.
  4. Levitin, D.J. (2009) The world in six songs: How the musical brain created human nature.
  5. Scheele, D. et al (2013) Oxytocin enhances brain reward system responses in men viewing the face of their female partner.

ดนตรีกับการฝึกสติ

ตอนกลับไทยปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปกราบพระอาจารย์อจโรที่สำนักสงฆ์อนันทคีรี อ. เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ กับคุณพ่อผมแล้วก็พี่คิม รุ่นพี่ศิลปากรที่สนิทสนมกันและเป็นเจ้าของโรงแรม Forest Hill 2 (โรงแรมพี่แกพักสบายมาก ใครไปเที่ยวเขาค้อเชิญได้ครับ) พระอาจารย์ฯ เป็นคนออสเตรเลีย ที่มาบวชและจำวัดอยู่ไทยมาได้หลายปี พอไปถึงพี่คิมก็แนะนำตัวผมและพ่อผมกับพระอาจารย์ฯ เสร็จแล้วท่านก็พูดคุยทักทายอย่างเป็นกันเอง ผมก็เล่าให้ท่านฟังว่าผมเป็นนักดนตรีบำบัดทำงานอยู่ที่ไหนอะไรยังไงบ้าง ซักพักพี่คิมแกก็ถามว่า

พี่คิม: “การใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสติแบบที่น้องหมูทำอยู่นี้ถือว่าเป็นไปตามหลักพุทธหรือเปล่าครับ”
พระอาจารย์ฯ: “อืม..มันไม่ใช่ทางสายกลางนะ แต่ก็พอถือจะถือได้ว่าเป็นการช่วยให้คนเราจิตใจสงบ มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเพื่อให้พร้อมที่จะปฏิบัติธรรมได้”

หลังจากนั้นผมก็เก็บคำพูดของพระอาจารย์ฯ มาคิดและทบทวนคำถามและข้อสงสัยที่ค้างคาใจผมมาตั้งแต่ครั้งผมเขียนวิทยานิพนธ์ตอนเรียนปริญญาโทเรื่อง „สติกับดนตรีบำบัด“ ว่าสุดท้ายแล้วการใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสตินั้นมีข้อจำกัดอยู่มาก เนื่องมาจากอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อการรับรู้และการทำงานของสมองมนุษย์ โดยในทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายว่าดนตรีมีผลทำให้เกิดภาวะ „Trance (ภวังค์)“ และภาวะ „ Flow (เพลิน)“ ซึ่งหากพิจารณาองค์ประกอบและลักษณะการเกิดภาวะทั้งสองแล้ว จะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับลักษณะของการ „มีสติ“ ชนิดที่อยู่กันคนละขั้ว แต่ก็มีหลายคนที่พยายามพัฒนาทฤษฎีมาใช้อธิบายลักษณะของ „Trance และ Flow” ให้มีลักษณะแบบเดียวกับสติ แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าที่ควร พอได้ยินคำพูดของพระอาจารย์ฯ นั้นทำให้ผมเริ่มคลายความสงสัยและช่วยตอบคำถามของผมได้หมด สุดท้ายแล้วเพราะดนตรีมันอยู่ในฝั่งที่หย่อนเกิน ทำให้จิตของผู้ฝึกนั้นติดอยู่กับความงามของเสียงเพลงและยังติดกับความสบายมากเกินไป ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่พบดนตรีในพระกรรมฐาน 40 กอง (กรรมฐาน 40 เป็นอุบายที่ใช้ในการฝึกจิตให้เกิดสมาธิตามหลักศาสนาพุทธ)

แต่ทว่าหากเราจะมองข้ามประโยชน์ของดนตรีในแง่ที่ช่วยทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลายได้ในระดับหนึ่งก็คงจะเป็นการน่าเสียดายอยู่ จริงอยู่ที่ดนตรีนั้นไม่เหมาะที่จะนำมาฝึกจิตแม้แต่ในขั้นต้น ขั้นกลางหรือขั้นสูง แต่ดนตรีเหมาะสำหรับคนที่กำลังมีปัญหาด้านจิตใจหรือกำลังฟุ้งซ่านทางความคิดจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันในแบบปกติได้ แนวคิดการนำดนตรีมาช่วยในการฝึกสตินั้น หากจะอธิบายให้เห็นภาพก็เปรียบเสมือนในระดับเตรียมอนุบาลที่เป็นการเตรียมภาวะจิตใจของผู้ที่กำลังมีปัญหาทางจิตอยู่หรือสภาพจิตใจไม่อยู่ในภาวะปกติ เช่นเป็นโรคซึมเศร้า โรคเครียด โรควิตกกังวล ฯลฯ ให้มีความสงบลงพร้อมที่จะรับการฝึกในระดับต่อไป

จนถึงทุกวันนี้ก็ผ่านมาเกือบจะหนึ่งปีแล้ว คำพูดของพระอาจารย์ฯ ยังคงอยู่ในความทรงจำผมเหมือนกับว่าผมเพิ่งได้คุยกับท่านเมื่อไม่กี่วันมานี้ แล้วทุกวันนี้ผมก็พยายามทำงานของผมอยู่ตามแนวทางของท่านคือ การลดความเป็นคนลงแล้วใช้ดนตรีเพิ่มความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น

จากวันนั้นถึงวันนี้

คำว่า “นักดนตรี” กับ “นักดนตรีบำบัด” สองคำนี้ดูไปดูมามันก็อาจจะต่างกันแค่คำว่า “บำบัด” ที่เพิ่มเข้ามา เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องราวการเดินทางเพื่อเอาคำว่า “บำบัด” มาเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตผม อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าผมต้องเดินทางไปไกลเพื่อเข้ารับการรักษาโรคอะไรอยู่ตลอดเวลา การเดินทางนี้เป็นเรื่องของนักดนตรีคนหนึ่งที่ผันตัวเองไปเป็นนักดนตรีบำบัดต่างหาก

จุดเริ่มต้นของเรื่องมันมาจากการเป็นนักดนตรีในวงโยธวาธิตที่อัสสัมชัญบางรัก (A.C. Band) เริ่มเล่นทรัมเป็ตมาตั้งแต่ม.1 ฝีมือก็งั้นๆ ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย มีมาสเตอร์วิชัยกับมิสพรภัทร์แล้วก็พวกรุ่นพี่ๆ ที่คอยช่วยสอนรุ่นน้องในวง ความรู้ทางดนตรีส่วนใหญ่ที่ได้ก็ได้จาก A.C.Band นี่แหล่ะ ต้องขอบคุณมิสและมาสเตอร์ที่คอยช่วยสอนอะไรหลายๆ อย่างให้ผม พอขึ้นม.ปลายผมก็เริ่มหันมาสนใจกีตาร์ ความตั้งใจแรกไม่ได้จะอยากเล่นเป็นจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำ แต่พอหัดจับคอร์ดได้สักพักรู้สึกนิ้วเริ่มด้านแล้วก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็เจ็บตัวละเล่นต่อมาเรื่อยๆ มันเลยละกัน หลังจากนั้นผมตัดสินใจเรียนต่อคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เครื่องเอกกีตาร์คลาสสิก การตัดสินใจของผมครั้งนี้ทางบ้านผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ ซึ่งคนที่เรียนดนตรีในช่วงนั้น (หรืออาจจะในปัจจุบันนี้ด้วย) จะได้เจอกับคำถามที่ว่า “เรียนดนตรีจบมาแล้วจะไปทำอะไร” ช่วงนั้นผมต่อต้านกับคำถามนี้มาก คิดอย่างเดียวว่าแค่อยากเรียนในสิ่งที่เรารักแค่นั้น ชีวิตช่วงนั้นหายใจเข้าออกเป็นดนตรีไปหมด วันๆ ซ้อมแต่กีตาร์ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ ซึ่งผลแห่งความขยันนี้ (เพื่อนบางคนก็บอกว่าผมบ้า วันๆ เอาแต่ซ้อม ไม่ค่อยออกมาเจอเพื่อนๆ เท่าไหร่) ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อผมเรียนจบด้วยผลการเรียนที่ค่อนข้างสวยหรูเลยทีเดียว แต่พอเรียนจบออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็เริ่มตระหนักว่า เกรดที่เราได้สุดท้ายมันก็แค่ตัวเลขตัวอักษร ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นเท่าไหร่ (อาจจะไม่ใช่กับคนอื่น แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่ผมเจอมากับตัวเองหลังจากเรียนดนตรีจบแล้ว)

2015-01-10 12.27.22

คำถามที่ผมเคยถูกถามมันย้อนกลับมาเหมือนมีอะไรมาตบหน้าให้ตื่นจากฝันให้ตื่นมาเผชิญหน้ากับความจริง งานที่ทำช่วงนั้นก็เป็นครูสอนกีตาร์ พอมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ พอประทังชีวิต หลังจากนั้นจึงต้องเริ่มกลับมาค้นหาตัวเองแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าที่เป็นครูสอนกีตาร์ทุกวันนี้เพราะอะไร คำตอบที่ได้มีแค่อย่างเดียวคือ “ก็จบเรียนกีตาร์คลาสสิกมา ฝีมือก็ไม่ได้จะไปถึงระดับโลกอะไร จะให้ไปตระเวนแข่งตามเวทีใหญ่มันก็ไม่ใช่ทาง ถ้าอยากทำงานที่เกี่ยวกับดนตรีก็คงต้องเป็นครูสอนไปก่อนละกัน” ตอนนั้นบอกตามตรงว่าคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ว่าอนาคตผมควรไปทางไหนดี ผมเองก็ไม่อยากแบมือของเงินที่บ้านใช้ไปจนแก่ ลำพังเงินเดือนครูสอนดนตรีก็คงไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นเท่าไหร่ (ช่วงนั้นผมสอนน้อยลงเพราะมีครูเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าอาชีพครูดนตรีจะแย่ไปทุกอย่างนะครับ) เลยลองหันไปทำอย่างอื่นดูบ้างอย่างเปิดร้านกาแฟ กลับไปช่วยกิจการที่บ้านบ้าง รับงานถ่ายรูปบ้าง แบบว่ามีอะไรผมก็ลองๆ ทำไปแต่สุดท้ายมันก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ทางของเราอยู่ดี

ส่วนเรื่องแรงบันดาลใจในการเรียนดนตรีบำบัดที่จริงแล้วก็ไม่ได้มาจากความต้องการจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วยด้วยเสียงเพลงหรืออะไรสวยๆ แบบนี้หรอกครับ ผมแค่อยากลองหาอะไรทำอย่างอื่นที่มันหลุดออกไปจากกรอบเดิมๆ ที่ว่าเรียนดนตรีจบมาแล้วต้องเป็นนักดนตรี ครูสอนดนตรีหรือไม่ก็เปิดโรงเรียนดนตรีเอง ช่วงก่อนเข้าศิลปากรผมก็เคยได้อ่านบทความเกี่ยวกับดนตรีบำบัดอยู่บ้าง ก็เห็นว่าน่าสนใจดีคิดว่าถ้าเรียนจบดนตรีแล้วก็น่าจะลองไปทำอาชีพด้านนี้ดูบ้าง แต่ก็เหมือนเป็นแค่ความคิดที่แว่บผ่านเข้ามาในหัวช่วงสั้นๆ ไม่ได้จะไปจริงจังหาข้อมูลอะไรต่อมากมาย จนเมื่อปี 2008 ได้มีโอกาสมาเยอรมนีกับวงประสานเสียงสวนพลู ตอนนั้นผมยังไม่ได้เป็นสมาชิกของวงแบบจริงๆ จังๆ หรอกแค่ตามเค้ามาถ่ายรูปตอนแข่ง World Choir Game ที่เมือง Graz ประเทศออสเตรีย แล้วก็ได้แวะมาเที่ยวที่เยอรมันต่อ ช่วงนั้นได้รู้จักกับน้าต้อมที่มาช่วยดูแลวงสวนพลู น้าต้อมเป็นคนพาพวกเราไปเที่ยวช่วยจัดหาที่พักให้ ซึ่งน้าต้อมเนี่ยหล่ะที่เป็นคนที่จุดประกายความคิดเรื่องเรียนต่อดนตรีบำบัดให้ผมอีกครั้งและยังช่วยหาข้อมูลและช่วยแปลเอกสารเรื่องการเรียนต่อที่เยอรมันให้ด้วย

ภาษาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการเรียนดนตรีบำบัดที่เยอรมนี ตอนที่รู้ตัวว่าอยากมาเรียนต่อที่เยอรมนีนั้นผมก็เริ่มเรียนภาษาเยอรมันที่เกอเธ่ก่อนช่วงปลายปี 2008 แต่เรียนได้สักพักก็ต้องหยุดเพราะช่วงนั้นทางบ้านยังไม่เห็นด้วยที่จะให้มาเรียนต่อ กว่าจะได้มาเยอรมันจริงๆ ก็ปลายเดือนกันยายน 2009 ผมยังจำความรู้สึกวันแรกที่กลับมาประเทศนี้อีกครั้งด้วยตัวคนเดียว ต้องถือว่าเป็นการเดินทางมาต่างประเทศเป็นครั้งแรกคนเดียวอีกด้วย ช่วงแรกผมต้องเรียนภาษาในโรงเรียนภาษาแห่งหนึ่งในเมือง Radolfzell เป็นชั้นเรียน Intensive เรียนจันทร์ถึงศุกร์ พอย้อนกลับมามองชีวิตตัวเองช่วงเรียนภาษาแล้วต้องบอกว่าเป็นช่วงที่สบายที่สุด เรียนเสร็จก็ไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนจัดให้คือเรียนไปเที่ยวไปนั่นแหล่ะ ระหว่างเรียนภาษาผมก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องเอกสาร ต้องหาที่ฝึกงานกับนักดนตรีบำบัดก่อนที่จะเริ่มเรียนด้วย ก็ได้น้าต้อมช่วยอีกและก็เป็นเรื่องบังเอิญเช่นกันที่เพื่อนน้าต้อมคนหนึ่งก็เป็นนักดนตรีบำบัด ผมก็เลยได้ไปฝึกงานกับเขาในบ้านพักผู้พิการ ระหว่างนั้นก็ได้ไปฝึกงานในศูนย์จิตเวชกับผู้ป่วยสูงอายุในระยะสั้นๆ

IMG_8722

หลังจากเรียนภาษาจบผมก็ได้เข้าเรียนต่อที่ SRH Hochschule Heidelberg เป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งที่ Heidelberg นี้ถือได้ว่าเป็นที่แรกของเยอรมนีที่เปิดหลักสูตรดนตรีบำบัดในระดับอุดมศึกษาที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีที่เมือง Hamburg ที่เปิดสอนดนตรีบำบัดเช่นกันแต่เป็นในลักษณะของใบประกาศศนียบัตรมากกว่า นอกจากนี้ที่ Heidelberg ยังเป็นที่เดียวที่เปิดสอนดนตรีบำบัดในระดับปริญญาตรีด้วย ในขณะที่เมืองอื่นๆ จะเป็นหลักสูตรปริญญาโทหรือเป็นการอบรมทางวิชาชีพ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องข้อจำกัดทางด้านกฎหมายทางวิชาชีพนักดนตรีบำบัดและเรื่องระบบการศึกษาของเยอรมนีที่นักดนตรีบำบัดนั้นยังไม่ใช่วิชาชีพที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับสาขาอาชีพอื่นๆ แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของที่ Heidelberg คือเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งค่าเรียนก็หนักพอสมควร ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่าที่นี่เขาเป็นเอกชน มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขารับเราเข้าเรียนแล้วแบบไม่ต้องวุ่นวายอะไรมาก (คงรู้เหตุผลนะครับเพราะอะไร T__T)

สาขาปริญญาโทหลักสูตรดนตรีบำบัดประยุกต์ที่ผมเรียนนี้จะเป็นการเรียนวิชาพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาที่ครอบคลุมและจำเป็นต่อวิชาชีพซึ่งได้แก่ จิตวิทยาพื้นฐาน, จิตวิทยาการพัฒนาการ, โรคทางจิตเวช, สุขภาวะทางกาย จิต สังคม, หลักการสนทนากับคนไข้, การบำบัดกลุ่ม, การเล่นดนตรีในทางคลีนิก เป็นต้น ช่วงแรกของการเรียนโทนั้นผมยังคงมีปัญหาเรื่องภาษาอยู่บ้าง ก็ต้องอาศัยเครื่องอัดเสียงตลอด ถามเพื่อนบ้าง แล้วก็ไปอ่านเองเสียเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายคือเราพลาดโอกาสที่จะได้ซักถามอาจารย์ในเรื่องที่เราไม่เข้าใจ และโอกาสที่จะได้พูดคุยโต้เถียงกับเพื่อนร่วมชั้นในหัวข้อที่เรียนอยู่ การปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศในการเรียนก็เป็นปัญหาเช่นกัน เนื่องจากเราโตมาในสังคมที่คนเรียนอยู่ในฐานะเป็นผู้รับอย่างเดียว ไม่มีการกระตุ้นให้คิดตามและมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ไม่เคยถูกสอนมาให้เถียงประมาณนั้น แต่คนที่นี่เขาคิได้แบบในมุมที่เราคิดไม่ถึง ผมรู้สึกประหลาดใจกับทุกคำถามของเพื่อนคนเยอรมันของผมมากว่าเขาคิดแบบลึกซึ้งขนาดนั้นได้อย่างไร (แต่บางทีก็แอบคิดนะว่าทำไมมันต้องคิดมากอะไรขนาดนั้นด้วยเนี่ย)

หลังจากเรียนจบผมได้วีซ่าหางานมาปีครึ่ง กว่าจะหางานได้จริงๆ ก็ปาเข้าไป 9 เดือน ช่วงที่หางานอยู่เป็นช่วงที่ผมสับสนในตัวเองมากว่าเราควรกลับไทยหรือควรจะอยู่ต่อ ความตั้งใจแรกหลังจากเรียนจบคือผมอยากหาประสบการณ์การทำงานในฐานะนักดนตรีบำบัดที่นี่ก่อนสักพักเพราะคิดว่าการกลับไทยในฐานะนักศึกษาจบใหม่กับนักดนตรีบำบัดที่มีประสบการณ์มันย่อมสร้างความแตกต่างกันอย่างมาก หลังจากส่งใบสมัครไปหลายสิบที่ ผมก็ได้รับการตอบรับให้เข้าทำงานในคลีนิกเวชศาสตร์ฟื้นฟูทางกายและจิตแห่งหนึ่งในเมือง Gengenbach ที่คลินิกนี้แบ่งออกเป็น 3 แผนกแยกตามโรคคือแผนกผู้ป่วยโรคเจ็บปวด, แผนกผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคสะเทือนขวัญ (Trauma) อาการเครียดที่เกิดจากปัญหาในที่ทำงานและแผนก Komorbidität (คือการเกิดภาวะร่วมของอาการผิดปกติต่าง หรือจะแปลง่ายๆ ก็แปลว่าแผนกรวมโรคละกัน) ผมดูแลคนไข้ในแผนกโรคซึมเศร้าและแผนกรวมโรค โดยทำบำบัดในแบบกลุ่มและเดี่ยว คนไข้ที่นี่จะได้รับการรักษาในหลายๆ รูปแบบ แต่การรักษาหลักก็คือการรักษาในทางจิตบำบัดแบบกลุ่มและเดี่ยวโดยนักจิตบำบัด ร่วมกับการรักษาด้วยยาด้วยหมอแบบที่เราคุ้นเคย รวมไปถึงการรักษาทางเลือกในรูปแบบอื่นๆ เช่นกายภาพบำบัด กีฬา กลุ่มผ่อนคลาย การฝึกหายใจ กิจกรรมบำบัด การให้คำปรึกษาด้านต่างๆ ฯลฯ ดนตรีบำบัดก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนการรักษาที่นี่

2014-12-30 16.39.51

ขั้นตอนการบำบัดเริ่มจากการพูดคุยทำความรู้จักกับคนไข้ เพื่อดูว่าปัญหาและความต้องการของเขาคืออะไร หลังจากที่พูดคุยกันแล้วเราจะนำเอาปัญหาของคนไข้มาจัดกิจกรรมดนตรีคือให้คนไข้เล่นเครื่องดนตรีกับเราเพื่อให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของการรักษาในชั่วโมงนั้นๆ หลักจากนั้นก็จะเป็นการพูดคุยกันอีกทีหนึ่งเพื่อนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเล่นดนตรีมาขยายให้ชัดเจน ซึ่งบางครั้งคนไข้ก็สามารถเปลี่ยนมุมมองความคิดของตัวเองที่มีต่อปัญหา บางครั้งก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือการเล่นดนตรีก็ทำให้คนไข้รื้อฟื้นความทรงจำที่อาจจะลืมไปนานแล้วให้เกิดจำได้ขึ้นมาอีก ซึ่งผลของการเล่นดนตรีนี้จะแตกต่างไปตามบุคคล และเราไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเสน่ห์ของการทำดนตรีบำบัด คนไข้ 10 คนก็มีเหตุการณ์ต่างไป 10 อย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าผมเลือกทางเดินของตัวเองได้ถูกต้องแล้วและไม่เคยมีวันไหนเลยที่ผมต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ว่า “เรามาทำอะไรอยู่ตรงนี้”

จุดหมายที่ผมตั้งใจไว้เรื่องหนึ่งคือการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรีบำบัดในผู้ป่วยจิตเวชและอีกเรื่องคือการบุกเบิกสาขาวิชานี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม มีความเป็นสากลได้รับความยอมรับและในขณะเดียวกันก็มีเอกลักษณ์ของความเป็นดนตรีบำบัดในแบบที่เหมาะสมกับคนไทยและสังคมไทย เป้าหมายเหล่านี้อาจจะยังอยู่อีกไกลมีความลำบากและอาจจะยังมีอุปสรรคที่ท้าทายรออยู่อีกมากมาย หรือสุดท้ายแล้วผมอาจจะทำไม่สำเร็จเลยด้วยซ้ำ อาจจะกลับไทยแล้วไปทำอย่างอื่นก็ได้ แต่ในระหว่างทางที่ผมเดินไปสู่จุดหมายของผม ประสบการณ์ชีวิตที่ผมค่อยๆ สะสมไว้ อีกทั้งความทรงจำที่มีทั้งดีและไม่ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต่างหากที่เป็นหัวใจหลักของการเดินทางและเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ ที่สำคัญที่สุดคือผู้คนที่ร่วมเดินทางไปกับผม ผู้คนที่ผมพบเจอและรู้จักระหว่างทาง รวมทั้งคนที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือและอยู่ข้างหลังผมตลอดไม่ว่าผมจะเหนื่อยจนอยากจะหยุด ทุกครั้งที่ผมมองหันหลังไปจะเจอพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันสำคัญกว่าการบรรลุเป้าหมายของผมเสียอีก มันทำให้ได้รู้ว่าผมเป็นคนสำคัญสำหรับใคร ทำให้รู้ว่าถึงแม้หนทางมันจะไกลแต่ผมก็จะมีพวกเขาคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ หากวันหนึ่งผมเกิดเดินไปถึงเป้าหมายของผมจริงๆ ผมคงถือว่านั้นเป็นกำไรที่ไม่ใช่ของผมคนเดียว แต่เป็นของคนรุ่นหลังด้วยที่จะได้ใช้ฐานที่ผมและคนอื่นๆ ที่จะมาช่วยกันบุกเบิกอีกได้วางไว้เพื่อการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านดนตรีบำบัดสำหรับประเทศไทยหรือจะเอาไว้เรียนรู้ความผิดพลาดจากพวกผมก็ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินซ้ำรอยที่ผิดพลาดนั้นอีก

“ฟัง เล่น” กิจกรรมหลักของดนตรีบำบัด

ในการทำดนตรีบำบัดนั้นเราแยกกิจกรรมหลักๆ ได้เป็นสองประเภทคือการฟัง (receptive) และการเล่น (active) ซึ่งกิจกรรมทั้งสองอย่างก็จะมีหลักการรายละเอียดปลีกย่อยแยกออกไปอีกเยอะพอสมควร ไว้มีโอกาสจะค่อยๆ ทยอยเขียนรายละเอียดให้ได้อ่านกัน

2013-11-05 15.56.30

เริ่มที่การฟังกันก่อน 

กิจกรรมดนตรีบำบัดประเภท “ฟัง” ภาษาอังกฤษเรียกว่า recetipve music therapy เป็นรูปแบบดนตรีบำบัดที่ถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดและเวลาคนส่วนใหญ่คิดถึงดนตรีบำบัดก็จะนึกถึงการฟังเพลงกันก่อน แต่ทีนี้คนก็จะคิดก่อนเลยว่าคือการฟังเพลง เสียงนก เสียงไม้ เสียงน้ำไหล หรือพวก relaxing music ที่หน้าปกอัลบั้มชอบเป็นรูปท้องฟ้าหรือรูปทะเลอะไรพวกนั้น คือเพลงเพื่อการผ่อนคลายพวกนั้นที่จริงก็เป็นแค่ “เครื่องมือ” ของนักดนตรีบำบัดไว้ใช้เวลาทำงานเท่านั้น ตัวเพลงมันเองมันไม่ได้จัดว่าเป็นดนตรีเพื่อการบำบัด ใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนไม่เหมือนยาพาราฯ ไว้กินแก้ปวดหัว ถ้าคนที่ไม่รู้จักใช้ “เครื่องมือ” พวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่เราเปิดเพลงฟังในชีวิตประจำวัน แบบนี้ใครๆ ก็ทำได้ และการฟังในดนตรีบำบัดไม่จำกัดแค่ว่าเปิดเพลงจากแผ่น จาก mp3 หรือจากสื่อต่างๆ แค่นั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงการที่นักดนตรีบำบัดเล่นดนตรีให้คนไข้ฟังอีกด้วย เช่นการอิมโพรไวส์ เล่นเพลงที่คนไข้รู้จักอยู่แล้ว หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่าการทำ sound journey ด้วยเครื่องดนตรี่ชนิดต่างๆ เช่น monochord, singin bowl, oceandrum, rain maker, gong เป็นต้น เทคนิคหลักๆ ของกิจกรรมการฟังนี้คือ Bonna methode of guided imagery music therapy ซึ่งนักดนตรีบำบัดที่จะใช้วิธีการนี้ได้ต้องผ่านหลักสูตรอบรมเสียก่อน ไม่ใช่แค่มานั่งเรียนสองสามชั่วโมงแล้วร้อนวิชามาเปิดของตัวเอง จะโดนเจ้าของลิขสิทธ์เขาฟ้องได้นะ

การฟังในดนตรีบำบัดนั้นจัดว่าเป็นการฟังแบบมีจุดประสงค์และมีการควบคุมดูแลโดยนักดนตรีบำบัด จุดประสงค์โดยทั่วไปในการฟังเพลงในดนตรีบำบัดแบบง่ายที่สุดคือเพื่อการ “ผ่อนคลาย” ทีนี้หลายคนก็จะแย้งว่าแบบนี้ฟังเองอยู่บ้านก็ผ่อนคลายได้เหมือนกันจะต้องมาเสียเงินทำดนตรีบำบัดทำไม ขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า การผ่อนคลายในทางบำบัดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัด คือนักบำบัดไม่ได้แค่จะให้คนไข้นอนชิวๆ ฟังเพลงเสร็จแล้วกลับบ้าน แต่เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของคนไข้เองก่อนที่จะเจอกับกระบวนการบำบัดแบบหนักๆ ในขั้นต่อไป การทำแบบฝึกหัดเพื่อการผ่อนคลายนี่จะใช้กับคนที่เป็น Posttraumatic stress disorder, คนที่ปัญหาความเครียดสะสมจนนำไปสู่อาการเจ็บปวดต่างๆ ทางร่างกาย, ผู้ป่วย Anxeity หรือผู้ที่มีอาการที่เรียกว่า Burnout หรือพวกบ้างานทำงานหามรุ่งหามค่ำจนร่างกายและจิตใจอ่อนล้า นอกจากนี้กิจกรรมการฟังยังใช้มากในการทำงานใน Hospice และ Palliative care

นอกจากการฟังเพื่อการผ่อนคลายแล้ว เรายังใช้กิจกรรมการฟังเพลงเพื่อการแก้ปมทางจิตใจหรือปมปัญหาในอดีต การฟังประเภทนี้สำคัญมากที่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของนักดนตรีบำบัดเพราะต้องมีการใช้เทคนิคทางด้านจิตวิทยาและจิตบำบัดรูปแบบต่างๆ มาใช้กับคนไข้ เพื่อให้เขาค่อยๆ เปิดใจมองเห็นสาเหตุที่เป็นต้นตอของปัญหาของตัวเอง คือการฟังเพื่อจุดประสงค์แบบนี้นั้นบางทีคนไข้ฟังเพลงอยู่ดีๆ ก็จะร้องไห้ฟูมฟายออกมา หรือแบบหนักๆ หน่อยที่เคยเห็นตอนทำ gong trance คือคนไข้ก็จะเหมือนเพ้อๆ ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ถ้าเป็นคนไทยก็จะเรียกว่า “ผีเข้า” หรือ “เจ้าเข้า” อะไรประมาณนั้น

การทำ song analysis หรือการนั่งฟังเพลงแล้วพิจารณา วิเคราะห์เนื้อเพลงและความหมายไปด้วยก็ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่มีประโยชน์มากที่ช่วยให้คนไข้ได้เรียนรู้มุมมองใหม่ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเพลงต่างๆ

2014-11-22 08.53.28

ต่อมาที่การเล่น

กิจกรรมการเล่นดนตรีหรือเรียกแบบฝรั่งว่า active music therapy คือการให้คนไข้เล่นเครื่องดนตรีโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางดนตรีอะไรเลย เป็นลักษณะแบบ free improvisation แต่คำว่า improvisation หรือการอิมโพรไวส์ในที่นี้ก็ไม่ใช่แบบที่เรารู้จักกันแบบดนตรีแจ๊สอะไรแบบนั้นที่ยังอิงอยู่บนทฤษฎีดนตรีอยู่ การอิมโพรไวส์ในดนตรีบำบัดนี้ดูเผินๆ ก็อาจจะเป็นแค่การให้คนที่ไม่เคยเล่นเครื่องดนตรีอะไรมาก่อนมาเล่นดนตรีด้วยกันแล้วมันจะฟังเป็นเพลงได้ยังไง จุดประสงค์ของการ “เล่นดนตรี” ในทางบำบัดเราจะไม่คำนึงถึงความสวยงามความถูกต้องในทางไวยากรณ์ดนตรี ส่วนหนึ่งก็เพื่อไม่ให้คนไข้รู้สึกเหมือนถูกจับผิดหรือรู้สึกถูกกดดันด้วยความไม่รู้ของตัวเอง การใช้เครื่องดนตรีและองค์ประกอบพื้นฐานของดนตรีอันได้แก่ จังหวะ เสียง ทำนอง ระดับเสียงและรูปแบบ เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่เราใช้แทนภาษาพูด เพื่อให้คนไข้ได้เปิดมุมมองในอีกด้านเกี่ยวกับปัญหา ปมขัดแย้งของตัวเอง หรือแม้แต่การรับรู้ตัวตนในอีกมิติหนึ่ง จะพูดให้กระชับและเข้าใจง่ายก็คือ การใช้ดนตรีแทนภาษาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปของคนๆ นั้น ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยว่าเขาทำอะไรกันยังไงจะขอยกไว้เล่าทีหลัง ไม่งั้นบทความจะยาวเกินจนกลายเป็นสารานุกรมไปซะก่อน

สิ่งที่ทำให้การเล่นดนตรีในดนตรีบำบัดอีกอย่างที่ทำให้ต่างจากการเรียนดนตรีหรือการนั่งดีด ukulele ร้องเพลงเองอยู่ที่บ้านคือการเล่นดนตรีของดนตรีบำบัดไม่ได้ทำเพื่อการผ่อนคลายหรือเพื่อความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่านักดนตรีบำบัดต้องทำให้คนไข้รู้สึกสนุกและมีอารมณ์ร่วมในการเล่นดนตรีด้วยกัน แต่เป้าหมายเราไม่ได้อยู่แค่นั้น หลังจากที่เริ่มรู้สึกดีกับการเล่นดนตรีโดยที่ไม่ต้องมานั่งซ้อมแล้วถึงจะเป็นกระบวนการเริ่มการปรับเปลี่ยน ดัดแปลงพฤติกรรม ความคิดของคนไข้ให้คนไข้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันในแบบของเขาเองได้อย่างปกติ

2015-02-23 16.24.49

การแบ่งดนตรีบำบัดตามกิจกรรมการเล่นและฟังนั้นเป็นรูปแบบที่ใช้ทั่วไปในยุโรป ถ้าเป็นอเมริกาเขาจะนิยมแยกเป็น Approach มากกว่าว่าเป็นดนตรีบำบัดกับกลุ่มประชากรประเภทไหน อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบนะ ไม่ได้หมายความว่าของใครดีกว่าของใคร อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามลิงค์ข้างล่างครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Music_therapy

http://de.wikipedia.org/wiki/Musiktherapie

http://www.musictherapy.org/faq/

http://musiktherapie.de/index.php?id=18

สติ สมาธิและดนตรี ตอนที่ 2

“ดนตรีนั้นถ้าเป็นดนตรีบริสุทธิ์ ก็ยังสามารถทำให้จิตใจว่างจาก
ความยึดถือว่า ตัวกูหรือของกูอยู่ แต่ถ้าเป็นดนตรีสกปรก ก็
ต้องปลูกความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว ตัวกูของกู ยิ่งขึ้นไป”
(ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ ท่านพุทธทาสภิกขุ 2547)

บทความที่แล้วได้เกริ่นนำเรื่องความหมายของสติและสมาธิจากมุมมองของพุทธศาสนาและการตีความจากทางตะวันตก จุดร่วมของดนตรีกับการอยู่กับปัจจุบันขณะ แนวคิดในการนำดนตรีมาช่วยในการฝึกสติและสมาธิ รวมไปถึงจุดมุ่งหมายของการใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสติ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งในภาคทฤษฎี บทความนี้จะเป็นเรื่องของภาคปฏิบัติและการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การฝึกสมาธิโดยใช้ดนตรีเพื่อการช่วยฝึกนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในทางบำบัดรักษา ซึ่งการฝึกสติด้วยดนตรีในทางคลินิกนั้นควรอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนักบำบัดเพื่อป้องกันภาวะทางอารมณ์บางประการที่อาจจะเกิดขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อคนไข้ เช่น อาการที่เรียกว่า Panic หรืออาการสั่นกลัวขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการฟังเครื่องดนตรีบางชนิด เช่น Didgeridoo, Gong, Singing Bowl หรือการเกิดภาวะ Regression หรือภาวะถดถอยรุนแรงเมื่อดนตรีเข้าไปกระตุ้นความทรงจำในอดีตหรือความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้นานให้ถูกปลดปล่อยออกมาแล้วคนไข้รู้สึกเสมือนตนเองย้อนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาในอดีตที่เลวร้าย นอกจากนี้ตัวนักบำบัดเองควรพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ชักจูงคนไข้ให้เข้ามานับถือศาสนาพุทธ และหลีกเลี่ยงไม่ใช้เนื้อหา หรือพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนามากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการไม่ยอมรับและความไม่เข้าใจได้ง่าย แต่เนื่องจากสังคมไทยมีความผูกพันกับพุทธศาสนามานาน คนไทยจึงสามารถเข้าถึงและยอมรับเรื่องนี้ได้ดีกว่าชาวตะวันตก ถึงอย่างไรก็ตามหากเป็นผู้ที่ฝึกสมาธิเป็นประจำอยู่แล้วแบบฝึกหัดนี้ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นมากเท่าไหร่ แต่ทุก ๆ ท่านสามารถทดลองฝึกได้ด้วยตนเองเพื่อดูว่าการฝึกแบบนี้นั้นเหมาะสมกับตนหรือไม่ มีความแตกต่างกับการนั่งสมาธิแบบปกติอย่างไร

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ดนตรี” ที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยในการฝึกสติเสียก่อน ดนตรีในทีนี้นั้นไม่ได้หมายถึงดนตรีที่เป็นเพลงที่มีเนื้อร้อง ทำนอง หรือเป็นดนตรีที่เล่น โดยวงดนตรีอย่างที่เราได้ยินกันอยู่ในชีวิต ประจำวัน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะหมายรวมไปถึงองค์ประกอบพื้นฐานของดนตรี 5 ประการด้วย ได้แก่ จังหวะ เสียง เมโลดี้หรือทำนองเพลง ระดับเสียงและรูปแบบ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยฝึกสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการนั่งสมาธิหรือผู้เริ่มฝึกด้วยการฟังเพลงหรือองค์ประกอบของดนตรีหรือการสร้างเสียงเพลงขึ้นมาด้วยตนเอง แทนการสังเกตลมหายใจตัวเองเพียงอย่างเดียว

1. ลมหายใจกับจังหวะ

แบบฝึกหัดนี้เป็นแบบฝึกหัดเริ่มต้นด้วยการใช้การนับจังหวะเข้ามาช่วยในการสังเกตลมหายใจ เริ่มด้วยการนั่งให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด จะนั่งบนพื้นหรือบนเก้าอี้ก็ได้ จากนั้นค่อยๆ หลับตา แล้วเพ่งความสนใจไปยังจุดต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะไล่ลงไปจนถึงปลายเท้า พยายามรับรู้ถึงความรู้สึกกดทับต่างๆ ในจุดที่ร่างกายมีการสัมผัสกับสิ่งภายนอก เช่น พื้นหรือเก้าอี้ เป็นต้น

จากนั้นหันความสนใจมายังลมหายใจของตัวเอง รับรู้ถึงลมหายใจของตัวเองว่าสั้น-ยาว ช้า-เร็ว ตื้น-ลึก เพียงใด เมื่ออยู่กับลมหายใจได้ดีแล้วให้เริ่มนับจังหวะดังนี้

หายใจเข้า: 1 – 2 – 3 – 4
ค้างหายใจ: 1 – 2 – 3 – 4
หายใจออก: 1 – 2 – 3 – 4
ค้างหายใจ: 1 – 2 – 3 – 4

นับวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าทำได้แบบสบาย ๆ ไม่มีอาการเกร็ง

ข้อสังเกตเวลาฝึก:

  • ควรนับจังหวะให้สม่ำเสมอ ไม่ช้าไป ไม่เร็วไป
  • ขยายจังหวะให้ยืดออกไปเมื่อรู้สึกว่านับ 4 นั้นน้อยเกินไป
  • เวลาหายใจควรสังเกตด้วยว่า ลมหายใจของเราวิ่งไปที่ไหน ปกติคนเราเวลาหายใจธรรมดาลมหายใจจะเข้าไปที่ปอด คือปอดเราจะขยายและยุบตัวเวลาหายใจซึ่งการหายใจแบบนี้เป็นการหายใจที่ยังไม่ลึกพอ ระหว่างฝึกควรหายใจให้ลึกเข้าไปถึงบริเวณท้อง คือหายใจเข้าออกให้ท้องขยายตัวและกระบังลมได้ทำงาน การหายใจแบบนี้จะยากและอาจรู้สึกไม่สบายตัวในช่วงแรก โดยเฉพาะเวลาหายใจออกแบบช้าๆ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมที่ไม่เคยใช้งานนั้นจะไม่แข็งแรงพอ ทำให้เกิดอาการอึดอัดบ้างผู้ฝึกควรรับรู้อาการไม่สบายตัวนี้ด้วยใจเป็นกลางและพยายามตั้งสมาธิให้อยู่กับการนับจังหวะให้สม่ำเสมอหากรู้สึกเหนื่อยมากเกินไปก็สามารถหยุดพักได้ ที่สำคัญคือการฝึกแบบทางสายกลางคือไม่เข้มงวดกับตัวเองมากไปและก็ต้องไม่หย่อนเกินไป

2. เสียงกับสติ

แบบฝึกหัดนี้เป็นการนำเอาการออกเสียงของเราเอง การฮัมและการร้องทำนองเพลงมาเป็นตัวช่วยในการฝึกสมาธิ เสียงคนเรานับได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์มาให้กับมนุษย์ทุกคน หลาย ๆ คนกลัวและไม่กล้าที่จะร้องเพลงเพราะไม่ชอบเสียงของตนหรือคิดว่าตนเองไม่สามารถร้องเพลงได้ไพเราะเหมือนนักร้องอาชีพ การใช้เสียงในการฝึกสมาธินั้นไม่เกี่ยวข้องกับความไพเราะหรือความสวยงามทางศิลปะแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้เสียงเพื่อฝึกการรับรู้ภายใน เวลาที่เราร้องหรือฮัมเพลงนั้นจะเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นในร่างกาย การฝึกสมาธิด้วยเสียงนี้ก็เป็นการใช้การสั่นสะเทือนที่เกิดจากเสียงของตัวเองเป็นตัวช่วยในการฝึกสมาธิ เพื่อการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างของตัวเอง รวมทั้งยังเป็นการรับรู้เสียงของตัวเองซึ่งอาจจะเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับบางคน

เริ่มต้นการฝึกด้วยการยืนในท่าทางที่มั่นคงคือ ยืนตัวตรง ขากางออกให้พอดีกับระยะไหล่ของตัวเอง มือสองข้างปล่อยสบายข้างลำตัว จากนั้นค่อย ๆ หลับตา รับรู้ลมหายใจในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงค่อย ๆ เริ่มฮัมเสียงออกมาจะเป็นเสียงสูงหรือเสียงต่ำก็แล้วแต่ ขอให้แค่รู้สึกสบายไม่เกร็งก็พอ เมื่อผ่อนลมหายใจออกหมดแล้วก็หายใจเข้าลึกๆ แล้วฮัมออกมาอีกครั้ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเราฮัมออกมาได้เสียงที่ยาวขึ้นและเสียงนิ่งมีความมั่นคงมากขึ้น จากนั้นให้ลองค่อยๆ เปล่งเสียงออกมาเป็นสระต่างๆ เช่น อา – เอ – อี – โอ – อู เป็นต้น เวลาร้องควรร้องทีละตัวเป็นเสียงเดียว เมื่อผ่อนลมหายใจออกหมดแล้วก็ค่อยเริ่มร้องสระตัวใหม่หรือตัวเดิมก็ได้ ก่อนจบแบบฝึกหัดนี้ควรกลับมาสังเกตลมหายใจอีกครั้งหนึ่งก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วจึงค่อยเริ่มบทฝึกนี้อีกครั้ง หรือเริ่มฝึกในบทต่อไป

บทฝึกต่อไปเป็นบทฝึกต่อเนื่องจากบทฝึกข้างต้น ในบทนี้จะเป็นการร้องทำนองเพลงที่เราเป็นคนคิดขึ้นเองแบบทันทีหรือที่ในภาษาดนตรีเรียกว่า Improvisation หรือการด้นสดเริ่มต้นแบบฝึกหัดนี้เช่นเดียวกับแบบฝึกหัดฮัมเสียง แต่พอเราฮัมเสียงหรือร้องสระไปได้สักพักแล้วก็เริ่มร้องหรือฮัมเมโลดี้ออกมาโดยที่ไม่ต้องสนใจเรื่องความไพเราะ ระหว่างที่ร้องพยายามให้ความสนใจกับการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในร่างกาย ความต่อเนื่องของเสียงและทำนองเพลงที่ออกมา

ข้อสังเกตเวลาฝึก:

  • ในการร้องควรสังเกตและรับรู้อยู่ตลอดเวลาถึงระดับเสียงการเปลี่ยนตัวโน้ต ความมั่นคงของเสียงรวมไปถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองในขณะที่ร้องเพลง
  • ค่อยๆ เพิ่มความยาวของทำนองเพลงภายในหนึ่งลมหายใจการฝึกสติด้วยดนตรีนั้นควรทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ท่านผู้อ่านยังสามารถนำแบบฝึกลมหายใจกับจังหวะไปใช้ร่วมกับกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้ เช่นระหว่างนั่งรถ ในขณะทำงานบ้าน เป็นต้น จุดประสงค์หลักของการฝึกสติ คือการฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ฝึกความรู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ลดการคิดฟุ้งซ่านถึงอดีตและลดความกังวลถึงเรื่องในอนาคต ดนตรีในที่นี้มีหน้าที่เป็นตัวช่วยในการฝึกเพื่อเบี่ยงเบนความคิด เปรียบเสมือนหลักที่ปักไว้ไม่ให้ความคิดแล่นไปไกล ให้อยู่กับเพียงปัจจุบัน แบบฝึกหัดทั้งสองแบบข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกิจกรรมทางดนตรีบำบัดที่พัฒนาขึ้นโดยอิงอยู่บนหลักของพระพุทธศาสนา ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ windsection@hotmail.com