ความหมายของ “ดนตรีบำบัด” สิบคนพูดก็สิบความหมาย

น้องฉงน: “พี่เรียนอะไรอ่ะคะ
ผม: “เรียนดนตรีบำบัดครับ
น้องฉงน: “ว้าวววว เรียนดนตรีบำบัดแล้วมันเป็นยังไงอ่ะคะ
ผม: “เอออ คือมันเกี่ยวกับ บลา บลา บลา

บทสนทนาข้างต้นเป็นบทสนทนาที่คนเรียนดนตรีบำบัดทุกคนจะต้องได้เจอบ่อยที่สุดเมื่อถูกถามถึงสาขาที่ตัวเองกำลังเรียนอยู่ ไม่เพียงแค่คนไทยด้วยกันเท่านั้นที่จะถาม แม้แต่ฝรั่งเองก็งงเป็นไก่ตาแตกเหมือนกันเวลาที่เราบอกว่าเราเรียนดนตรีบำบัด หลังจากนั้นก็จะต้องมานั่งอธิบายให้ฟังกันว่ามันคืออะไรแล้วคนที่เรียนดนตรีบำบัดเขาต้องเรียนอะไรกันบ้าง ซึ่งบางทีผมก็คิดว่าคู่สนทนาของเราเขาไม่ได้อยากจะรู้จริงๆ หรอกว่ามันคืออะไร คงจะแค่ตื่นเต้นแล้วก็ไม่เคยเจอคนที่เรียนสาขานี้บ่อยนัก เลยถามออกมาแบบอัตโนมัติ ส่วนเขาจะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนว่าที่จริงแล้วพวกเราทำอะไรนั้น คงไม่ต้องไปสืบอะไรให้มันวุ่นวายนัก แค่รู้ว่าเขายังจำได้ว่าผมเรียนดนตรีบำบัดในตอนที่เจอกันอีกครั้ง แค่นี้ผมก็ดีใจละ

ทีนี้ถ้าเราอยากจะรู้จริงๆ ว่า ดนตรีบำบัดมันคืออะไร ยุคนี้ก็แค่เสิร์ชถามอากู๋ดู คุณก็จะได้คำตอบต่างๆ กันไป ถ้าเราเอาความหมายของมันมาเทียบกัน ความหมายของดนตรีบำบัดในภาษาอังกฤษก็ค่อนข้างแตกต่างกับความหมายในภาษาเยอรมันและต่างกับของภาษาไทย ส่วนภาษาอื่นผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะเขียนออกมาว่ายังไงบ้าง หากใครรู้ก็ช่วยสงเคราะห์ผมหน่อยนะครับ สำหรับความหมายในภาษาไทยเชื่อว่าหลายคนก็คงจะเคยผ่านตามาบ้างว่าดนตรีบำบัดคืออะไร เอาไปทำอะไรได้บ้าง ผมคงไม่ขยันที่จะไปรวบรวมมาให้ทุกท่านได้อ่าน ถึงผมจะขยันแบบนั้นก็ค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่มีคนตามอ่านอย่างแน่นอน ในบทความนี้ผมจึงไม่ขอเสียเวลามานั่งพิมพ์ว่าดนตรีบำบัดคืออะไร หรือแม่แต่ประโยชน์ของดนตรีมีอะไรบ้าง แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าการที่เราจะบอกและให้คำนิยามกับของสิ่งหนึ่งนั้นเราควรทำความรู้จักมันให้ดีอย่างถ่องแท้เสียก่อน ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะมีความคิดเห็นกับของสิ่งนั้นในแบบหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป เรารู้จักมันดีขึ้น เห็นในสิ่งที่ดีและสิ่งที่อาจจะเป็นข้อบกพร่องของมัน เราเองก็อาจจะเปลี่ยนทัศนะคติที่มีต่อของชิ้นนั้นไปเป็นอีกแบบ

ยกตัวอย่างเช่น หงส์ ทุกๆ คนรู้อยู่ว่าหงส์เป็นสัตว์ปีกมีทั้งสีขาวและสีดำ สมมุติว่านาย ก. ที่ทั้งชิวิตนี้ไม่เคยเห็นหงส์สีดำเลยก็อาจจะเถียงว่า ไม่จริงหงส์เป็นสัตว์ปีกที่มีสีขาวเท่านั้นจนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้เห็นหงส์สีดำด้วยตัวเองจึงได้เปลี่ยนความคิดใหม่ว่า หงส์นั้นก็มีทั้งสีขาวและสีดำ

ที่ยกตัวอย่างด้านบนเพียงแค่อยากให้เห็นภาพง่ายๆ ว่าการรับรู้ของคนเรามันมีผลต่อความคิด การได้สัมผัสรับรู้ผ่านประสบการณ์ของตัวเองนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการตระหนักรู้หรือการกลั่นกรองความรู้จากกระบวนการคิดเพียงอย่างเดียว แต่ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ปรัชญาไปมากกว่านี้ผมขอกลับมาที่ความหมายของดนตรีบำบัดของเรากันอีกที จริงอยู่ที่ตอนนี้เรามีบทความมากมายที่เขียนว่า ดนตรีบำบัดคืออะไรแต่สิ่งที่ยังขาดไปคือการสัมผัส การได้ทดลองด้วยตัวเองเพื่อให้ประจักษ์แจ้งกับตัวเองว่า ดนตรีบำบัดที่จริงแล้วคืออะไรผมชื่นชมและรู้สึกขอบคุณคนเขียนบทความทุกๆ ท่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้พยายามเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านดนตรีบำบัดนี้ออกไป แต่คนเรามีความรับรู้ต่างกัน เขียนสิบคนก็สิบอย่าง ไม่ได้หมายความว่าทั้งสิบคนนี้ผิดนะ ทั้งสิบคนนี้ที่จริงก็ถูกหมด เพียงแค่ว่าเรายังไม่มีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับและไว้ใช้อ้างอิงได้จริงๆ ว่า ดนตรีบำบัดคืออะไรในที่นี้ผมหมายถึงเฉพาะดนตรีบำบัดของไทยนะ ของฝรั่งไม่ต้องไปห่วงเขาหรอก เขาเถียงกันทุกวันว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร

สิ่งที่ยังขาดอยู่ในประเทศไทยคือการทำให้เห็นจริงว่าดนตรีบำบัดเขาทำกันอย่างไร ทุกวันนี้เราอาจจะได้รู้แค่ว่า ดนตรีบำบัดคือการผ่อนคลาย ดนตรีบำบัดคือการรักษาโรคแบบหนึ่ง ดนตรีบำบัดคือการร้องเพลงให้คนป่วยฟัง มันถูกหมดทุกอย่างหล่ะครับ แต่มันไม่ได้มีอยู่แค่นี้ ดนตรีบำบัดที่ผมเห็นในเมืองไทยในปัจจุบันนี้มันยังแคบและจำกัดวงอยู่มาก ความเข้าใจยังคงมีน้อยอยู่ หากสังคมไทยมีโอกาสได้รู้จักกับดนตรีบำบัดในแบบต่างๆ ในแบบที่กว้างขวาง ในแบบที่ ถ้าคนที่ได้สัมผัสกับมันจะต้องร้องว่า โห! มันทำแบบนี้ได้ด้วยหรอ“, “สุดยอด เมพ ขิงๆ“, “ฟินสุดๆอะไรทำนองนี้แน่นอน หรือแม้แต่ในทางตรงข้ามที่จะมีคนไม่ชอบและอาจจะพูดว่า ไรเนี่ย ไม่เห็นจะมีอะไรเลย“, “ดนตรีบำบัดไรวะ แบบนี้มันไม่ใช่ดนตรีซะหน่อย“, “อะไรเนี่ย อาทเกินเข้าไม่ถึงอ่ะ“, “ม่ายรู้เรื่องงงงงงก็สามารถเป็นไปได้ เพราะศาสตร์แขนงนี้ไม่ได้มาจากสวรรค์ นักดนตรีบำบัดก็ไม่ใช่เทวดาที่จะรักษาได้ทุกโรค มีคนชอบก็ต้องมีคนไม่ชอบ หากคุณมีโอกาสสักครั้งที่จะได้สัมผัสด้วยตัวเองว่าดนตรีบำบัดเป็นอย่างไร ก็ขอให้ลองนะครับ เมื่อได้ลองสัมผัสกับมันแล้วลองบอกตัวเองว่าสำหรับคุณแล้ว ดนตรีบำบัดคืออะไร

เมื่อ “ดนตรี” และ “บำบัด” มาอยู่ด้วยกัน จาก “เสียงแห่งสุนทรีย์” สู่ “ศาสตร์แห่งการรักษา”

“นับจากวันแรกที่เสียงเพลงเกิดขึ้นบนโลกจนถึงทุกวันนี้ ดนตรีได้แทรกซึมอยู่ในทุกๆ วัฒนธรรมของมนุษย์ เราคงแทบจะนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตที่ขาดเสียงดนตรีนั้นจะเป็นเช่นไร แม้คนที่หูหนวกสนิทก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่เข้ามากระทบกับตัว ดนตรีอยู่คู่กับชีวิตของเราตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งถึงช่วงเวลาสุดท้ายแห่งชีวิต”

ดนตรีจาก เสียงสู่ ศิลป์

เมื่อพูดถึงคำว่า ดนตรีคงไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน มนุษย์เราเริ่มทำดนตรีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ การทำดนตรีในสมัยนั้นก็น่าจะเป็นการส่งเสียงหรือเอาสิ่งของรอบๆ ตัวมาเคาะ ตี หรืออาจจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายควบคู่ไปด้วย ความสามารถในการทำดนตรีของมนุษย์มีจุดกำเนิดหรือมีการวิวัฒนาการมาได้อย่างไรก็ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนที่สามารถพิสูจน์ได้ เครื่องดนตรีชิ้นแรกๆ ของมนุษย์ที่ยังหลงเหลือหลักฐานมาจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นเพียงชิ้นกระดูกที่ถูกเจาะรูอยู่รอบๆ หน้าตาคล้ายๆ ขลุ่ยในยุคปัจจุบัน หากลองจินตนาการถึงโลกเมื่อประมาณ 35,000 ปีก่อน เมื่อได้ยินเสียงจากเครื่องดนตรีกระดูกชิ้นนี้ คงจะเหมือนกับการได้ยินเสียงจากสรวงสวรรค์เลยทีเดียว

ดนตรีตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความว่า เสียง ที่ประกอบกันเป็นทํานองเพลง, เครื่องบรรเลงซึ่งมีเสียงดังทําให้รู้สึกเพลิดเพลินหรือเกิดอารมณ์รัก โศก หรือรื่นเริง เป็นต้น ได้ตามทำนองเพลง

แต่คนเราก็ช่างคิดเมื่อนักประพันธ์เพลงชาวอเมริกานามว่า John Cage ได้ประพันธ์เพลงที่มีชื่อว่า 4’33” (สี่นาทีสามสิบสามวินาที) เป็นเพลงแห่งความเงียบนักดนตรีแทบไม่ต้องทำอะไรเลย พอถึงเวลาสี่นาทีกว่าก็คือจบเพลง อย่างนี้เราจะนับว่าความเงียบคือดนตรีชนิดหนึ่งได้หรือเปล่า อันที่จริงดนตรีไม่จำเป็นต้องหมายความถึงเสียงเพลงเสมอไป หากมองให้ลึกลงไป ดนตรีสามารถเป็นได้ทั้งเสียงจากธรรมชาติที่อยู่ในขอบเขตการได้ยินของมนุษย์ หรือในรูปแบบของงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากการครุ่นคิดเพื่อก่อให้เกิดสติปัญญาต่อผู้ฟังหรือเพื่อจุดประสงค์ในการกระตุ้นอารมณ์การรับรู้ของมนุษย์ หรือเพื่อการสะท้อนภาพของสังคมและวัฒนธรรมในแง่มุมต่างๆ

จากเสียงเคาะหิน เสียงตีไม้เมื่อหลายหมื่นปีก่อน ปัจจุบันเสียงดนตรีได้ถูกพัฒนาขึ้นจนมีความซับซ้อนทางด้านโครงสร้าง ไวยากรณ์ รูปแบบการประพันธ์ จนไปถึงเสียงประดิษฐ์สังเคราะห์ที่แปลกหูออกไป เรามีดนตรีหลากหลายประเภทให้เลือกฟังตามความต้องการ ตามสภาวะอารมณ์ในขณะนั้นๆ หรือสภาวะแวดล้อมและบริบททางสังคม จุดร่วมเดียวกันของดนตรีไม่ว่าจะเป็นของชนชาติใดคือ ดนตรีเปรียบเสมือนเครื่องมือของมนุษย์ที่มีไว้คอยตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์ เป็นเครื่องมือที่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าภาษาพูด เป็นศิลปะที่มนุษย์ทุกคนสามารถรับรู้และรู้ซึ้งได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยความรู้ขั้นสูงอะไรทั้งนั้น

จาก ศิลปะทางเสียงสู่ ศาสตร์แห่งการบำบัดรักษา

อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่าดนตรีมีความผูกพันและเกี่ยวข้องกับมนุษย์มาตั้งแต่ยุคต้นของพัฒนาการของมนุษย์ ผลกระทบของดนตรีที่มีต่อมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ได้มีการศึกษากันมายาวนาน ยิ่งมีการศึกษามากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบกับความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ในเสียงเพลงมากเท่านั้น เรานั่งกินข้าวในร้านอาหารนานขึ้นและมีโอกาสที่จะสั่งอาหารมากกว่ากับร้านที่เลือกเปิดเพลงช้าๆ ในทางกลับกันกับร้านที่เปิดเพลงเร็วลูกค้าจะรับประทานอาหารและออกจากร้านเร็วกว่า ดนตรียังมีผลต่อการขายสินค้าและพฤติกรรมในการเลือกซื้อของผู้บริโภคด้วยเช่นในร้านไวน์ ลูกค้าจะเลือกซื้อไวน์ที่แพงขึ้นหากทางร้านเลือกเปิดเพลงคลาสสิก หรือการใช้เพลงเพื่อสื่อถึงสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งพอคุณร้องเพลงๆ นั้นภาพของสินค้าชนิดนั้นก็จะเข้ามาในหัวของคุณทันที หรือแม้แต่อิทธิพลของเสียงเพลงที่มีช่วยให้การรับรู้ความความเจ็บปวดต่างๆ ลดลง การใช้ดนตรีเพื่อช่วยในการรักษาอาการผิดปกติทางใจหรือเพื่อใช้เสริมกับการรักษาหลักประเภทอื่น

ในด้านของการนำดนตรีมาใช้เพื่อจุดประสงค์ใน การรักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ และยังมีบันทึกปรากฎในพระคัมภีร์ฉบับเก่าว่า:

16:16 ขอเจ้านายของข้าพระองค์ทั้งหลาย จงบัญชาผู้รับใช้ของพระองค์ผู้ที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ให้หาคนที่มีฝีมือในการดีดพิณเขาคู่ และต่อมาเมื่อวิญญาณชั่วจากพระเจ้าสิงพระองค์ ก็ให้เขาดีดพิณเขาคู่แล้วพระองค์จะหายดี

จะเห็นได้ว่าความเชื่อที่ว่าดนตรีมีผลกับสุขภาพนั้นมีมาตั้งแต่อดีตแล้ว เพียงแต่เราจะพบเห็นการใช้ดนตรีเพื่อการรักษาโรคนี้แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ภาษา ความเชื่อและรูปแบบทางสังคม อาจจะบอกได้ว่าดนตรีบำบัดในยุคใหม่นั้นก็มีรากฐานมาจากความเชื่อเหล่านี้ เพียงแต่ได้รับการพัฒนา ปรับปรุงให้เหมาะสมกับรูปแบบของสังคมในยุคปัจจุบันโดยการใช้เครื่องมือในทางวิทยาศาสตร์มาเป็นตัวพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ในสาขานี้ให้ได้รับการยอมรับและแพร่หลายออกไปในหลายๆ พื้นที่ แต่ถึงกระนั้นเราก็สามารถมองเห็นได้ถึงความแตกต่างในทางความคิดที่ซ่อนอยู่ในดนตรีบำบัดของแต่ละประเทศ แต่ละทวีปได้อย่างชัดเจน การที่เราจะรับเอารูปแบบของการบำบัดประเภทนี้มาใช้งานโดยที่ไม่คำนึง ถึงภูมิหลังทางวัฒนธรรมของเราหรือนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับคนไทยนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ