หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตวิชาเอกดนตรีบำบัดของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์และการสอบเข้า

หลักสูตรของสาขาวิชาดนตรีบำบัดเป็นหลักสูตรสองปี โดยมีหมวดวิชาปรับพื้นฐาน หมวดวิชาแกน และหมวดวิชาบังคับดังนี้:

หมวดวิชาปรับพื้นฐาน
• Principles of Music Therapy
• Group Leadership Skills in Music Therapy

หมวดวิชาแกน
• Music Research Methodology
• Music Research Seminar I
• Music Research Seminar II
• Seminar in Music

หมวดวิชาบังคับ
• Philosophy and Theory of Music Therapy
• Human Development and Music Learning
• Clinical Techniques for Children in Music Therapy
• Clinical Techniques for Adults in Music Therapy
• Practicum in Music Therapy
• Internship in Music Therapy I
• Internship in Music Therapy I

นอกจากวิชาเหล่านี้แล้ว นักศึกษาต้องเรียนวิชาเลือกและทำวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์อีกด้วย ซึ่งหน่วยกิตของวิชาเลือกและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์ จะขึ้นอยู่กับแผนการเรียนที่นักศึกษาเลือก

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรhttp://www.music.mahidol.ac.th/th/programs/master/master_art.php

การสอบเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตวิชาเอกดนตรีบำบัดของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์จะจัดขึ้น 4 ครั้งต่อปี การสอบเข้าเรียนในปีการศึกษา 2558 นั้นได้ปิดการรับสมัครแล้ว แต่ทางวิทยาลัยอาจพิจารณาเปิดรับสมัครรอบพิเศษ (รอบที่ 5) ซึ่งจะประกาศให้ทราบอีกที การสอบเข้าเรียนจะประกอบด้วยการสอบวิชาภาษาอังกฤษ สอบ TIME (ทฤษฎีและประวัติศาสตร์ดนตรี) สอบข้อเขียนของสาขาดนตรีบำบัด สอบปฏิบัติ เก็บชั่วโมงสังเกตการณ์ และสอบสัมภาษณ์

ผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
เรียนจบปริญญาตรีแล้ว โดยมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.75
ในกรณีที่ไม่ได้เรียนจบทางด้านดนตรีมา สาขาที่เรียนจบมาต้องมีความเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่สมัครเรียน
ในกรณีที่ไม่ได้เรียนจบดนตรีหรือสาขาที่เกี่ยวข้องมา ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ทำงานในสาขาอาชีพที่ต้องการสมัครไม่ต่ำกว่า 3 ปี

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบเข้าhttp://www.music.mahidol.ac.th/en/admission/handbook_grad.pdf

โดยอาจารย์มดแดง

Advertisements

ปรัชญาสองบรรทัด

งานหลักของนักดนตรีบำบัดถ้าจะให้อธิบายสไตล์คนไทยแบบไม่เกิน 8 บรรทัดนี่คงจะได้ประมาณนี้

"นักดนตรีบำบัดมีหน้าที่นำดนตรีกลับเข้าใปในหัวใจของผู้คน เพื่อให้เขาคนนั้นได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มความเป็น "มนุษย์" ให้มากขึ้น และลดความเป็น "คน" ให้น้อยลง" 

เป็นนักดนตรีบำบัดต้องรู้อะไรบ้าง

คำว่า ดนตรีบำบัดสำหรับบ้านเรานั้นค่อนข้างเป็นคำใหม่ และถึงแม้ในบ้านเมืองฝรั่งจะเริ่มมีการรู้จักดนตรีบำบัดกันบ้างแล้ว ฝรั่งส่วนมากก็ยังไม่รู้รายละเอียดว่าดนตรีบำบัดมันใช้ทำอะไร มาทำดนตรีบำบัดแล้วได้ผลจริงหรือไม่ มันเป็นความท้าทายและเป็นเรื่องที่พวกเราต้องเจอในชีวิตประจำวันเวลาเริ่มต้นกระบวนการบำบัดที่ต้องทำความเข้าใจกับผู้เข้ารับการบำบัดให้ชัดเจนก่อนเพื่อให้เกิดผลในการรักษามากที่สุด แต่ก่อนที่นักดนตรีบำบัดคนหนึ่งจะไปทำความเข้าใจหรือจะไปดูแลช่วยเหลือคนอื่นได้นั้น เขาต้องผ่านการทดสอบ ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นนักดนตรีบำบัดได้

ในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหรือเกี่ยวกับชีวิตของคนอื่นมันเป็นความรับผิดชอบของคนที่ทำงานด้านสาธารณสุขที่ต้องมีความเข้าใจในตัวงานที่ทำอยู่ให้ลึกซึ้งเป็นอย่างดี ก่อนที่จะได้รับการรับรองหรือได้รับอนุญาตให้เริ่มทำงานได้ ไม่ใช่แค่เพียงไปเข้าคอร์สอบรมมาครั้งสองครั้งแล้วก็มาเรียกตัวเองว่าเป็นหมอ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นนักดนตรีบำบัด แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีความรู้หรือรู้น้อยมากในสิ่งที่ตัวเองทำ เรียกได้ว่านอกจากจะไม่เคารพในสิทธิ์ของผู้เข้ารับการบำบัดที่สมควรได้รับการดูแลจากผู้ที่ได้รับการรับรอง แต่ยังเหมือนเป็นการไม่เคารพหรือโกหกตัวเองด้วย

เรียนดนตรีบำบัดอย่างแรกที่นักดนตรีบำบัดจำเป็นต้องมีและต้องพัฒนาฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอคือทักษะทางด้านดนตรี ขอแยกเป็นข้อๆ ตามนี้

  • มีความรู้ทางด้านทฤษฎีดนตรี:

ความรู้ทางทฤษฏีดนตรีนี้เหมือนเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดพึงศึกษาไว้ เพราะเป็นเสมือนประตูบานแรกสู่โลกแห่งเสียงเพลง เป็นพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดทุกๆ คนต้องรู้ ตั้งแต่เรื่องการอ่าน เขียนโน้ต บันไดเสียง คู่เสียง เสียงประสาน การย้ายบันไดเสียง ฉันทลักษณ์ทางดนตรี ฯลฯ หากจะถามว่าทำไมนักดนตรีบำบัดควรเรียนรู้ทฤษฎีดนตรีนั้นจะว่าไปก็เหมือนกับการตั้งคำถามว่าเราเรียนเลข เรียนสมการอะไรยากๆ ในโรงเรียนไปทำไม? จริงอยู่ที่เวลาทำงานจริงเราคิดถึงเรื่องทฤษฎีดนตรีกันน้อยมาก (อันนี้ขึ้นอยู่กับคอนเซ็ปการทำงานในแต่ละสาขาด้วย) แต่เรื่องพวกนี้เราศึกษาไว้เพื่อให้เกิดการตกผลึกทางความคิดให้เกิดการนำไปต่อยอดพัฒนาในทางปฏิบัติอีกทีหนึ่ง

  • มีทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีในระดับหนึ่ง:

เครื่องมือในการทำมาหากินของนักดนตรีบำบัดก็คือดนตรี หากรู้แค่ทฤษฎีเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ ต้องสามารถเล่นเครื่องดนตรีประเภทใดประเภทหนึ่งได้ด้วย มีเครื่องดนตรีหลักของตัวเองหนึ่งเครื่องที่สามารถเล่นได้อย่างมั่นใจ ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่นนั้น ขอใช้คำว่า ควรรู้ว่าเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ ใช้งานอย่างไร รู้จักที่มาที่ไปพอสมควร แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นได้อย่างมืออาชีพหรือถึงขนาดเป็น Virtuoso ในทุกๆ เครื่อง อย่างน้อยเครื่องดนตรีที่ตั้งอยู่ในห้องบำบัด นักดนตรีบำบัดควรรู้จักและใช้งานได้อย่างมั่นใจ อธิบายให้ผู้รับการบำบัดถึงวิธีการเล่น การจับถือได้อย่างถูกต้อง เครื่องดนตรีหลักๆ ที่ใช้ในการบำบัดได้แก่:

  • เครื่อง Percussionทุกประเภท ตั้งแต่กลองชุด กลองอัฟฟาริกา ฉิ่ง ฉาบ กรับ ไซโลโฟน มาริมบา ฯลฯ
  • กีตาร์ อันนี้เป็นเครื่องดนตรีพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดทุกคนต้องเล่นได้ ควรเล่นคอร์ดแล้วร้องเพลงตามได้
  • เปียโน ใช้บ่อยเช่นกัน โดยเฉพาะในคลีนิกดนตรีบำบัดแบบส่วนตัวและในบางสาขาของดนตรีบำบัด เปียโนถือเป็นเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ในการบำบัดและนักดนตรีบำบัดต้องผ่านการทดสอบเปียโนในระดับสูงทีเดียว
  • เครื่องสาย ไวโอลิน ดับเบิ้ลเบส ฮาร์ฟ เป็นต้น
  • เครื่องเป่า นั้นมีใช้บ้าง แต่ต้องคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

นอกจากเครื่องดนตรีแล้วนักดนตรีบำบัดควรร้องเพลงได้ ไม่จำเป็นต้องร้องได้ดีถึงขนาดไปประกวด The Voice แต่ต้องมีความมั่นใจในการใช้เสียงของตัวเอง ไม่ควรร้องเพลงเพี้ยน ผิดคีย์ เล่นดนตรีประกอบการร้องเพลงได้

  • ทักษะเรื่องการ Improvisation:

การอิมโพรไวเซชั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในการเรียนและการทำงานด้านดนตรีบำบัด การอิมโพรไวส์เพื่อการบำบัดนั้นมีรากฐานมาจากการอิมโพรไวส์ของแจ๊สในรูปแบบ Free Paly คือไม่มีกฎเกณฑ์ในการเล่น ไม่มี Melodie หรือ Chord Progression ที่แน่นอน นักดนตรีหยิบเครื่องดนตรีมาเจอกันแล้วก็เล่นเลย แต่ในการบำบัดนั้นจะต่างกับการเล่นแจ๊ส คือผู้รับการบำบัดไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านเสียงประสานและไม่จำเป็นต้องเล่นเครื่องดนตรีเป็น เพียงแค่เล่นออกมาตามอารมณ์ ความนึกคิดของตัวเองในขณะนั้น หากนักดนตรีบำบัดที่มีความรู้ทางด้านอิมโพรไวส์ดีพอ จะเป็นการช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดกล้าที่จะเล่นและรู้สึกสนุกไปกับเครื่องดนตรีที่ตัวเองอาจจะเพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกในชีวิต

เรื่องการอิมโพรไวเซชั่นนี้มีเทคนิคมากมายที่นักบำบัดจะต้องเรียนรู้เพื่อที่จะช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดแสดงถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกหรือพฤติกรรมที่แท้จริงของตนเองออกมาผ่านเสียงและลักษณะการเล่น แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นการเรียนอิมโพรไวส์เพื่อการบำบัดนั้นไม่ได้เรียนแบบนักศึกษาดนตรีแจ๊ส แนวคิดการอิมโพรไวส์เพื่อการบำบัดนั้นจะเปรียบเสมือนการเรียนรู้เทคนิคในการสื่อสารกับผู้อื่นโดยการใช้สื่อดนตรีแทนภาษา เทคนิคการอิมโพรไวส์นี้จะต้องปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ในชั่วโมงบำบัด จุดประสงค์ของผู้เข้ารับการบำบัดหรือหัวข้อการบำบัดในชั่วโมงนั้นๆ

  • Musical Senses:

เป็นนักดนตรีบำบัดแน่นอนว่าก็ต้องใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือทำมาหากิน หากรู้จักแค่ว่าเล่นเครื่องดนตรียังไงแต่ไม่มีความเข้าใจดนตรีก็คงยากที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจได้ นอกจากนี้ควรมีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเสียงและระดับเสียง มีความรู้สึกทางจังหวะที่ดี ไวต่ออารมณ์ที่ซ่อนอยู่ระหว่างตัวโน้ต และสามารถบรรยายดนตรีที่ตนเองได้ยินและสื่อสารออกมาเป็นคำพูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย

อีกกลุ่มวิชาที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากลุ่มวิชาทางด้านดนตรีคือกลุ่มวิชาทางด้านจิตวิทยา รายละเอียดในแต่ละวิชาในกลุ่มนี้จะต่างกันออกไปตามแต่ละสาขาหรือแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับทฤษฎีที่นำมาใช้อ้างอิง เช่นทางประเทศยุโรปก็จะเน้นไปที่เรื่องจิตวิทยา จิตวิเคราะห์หรือกลุ่มวิชาจิตบำบัด ในอเมริกาก็จะเน้นไปที่เรื่องจิตวิทยาดนตรี กลุ่มวิชาด้านกายวิภาค ประสาทวิทยาเป็นต้น รายละเอียดเรื่องรายวิชาการเรียนการสอนนี้เราสามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆ ที่เปิดหลักสูตรดนตรีบำบัด ในที่นี้จะขอกล่าวถึงภาพรวมคร่าวๆ ไว้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจอยากศึกษาต่อทางนี้

  • กลุ่มวิชาจิตวิทยาทั่วไป หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าคนที่เรียนจิตวิทยาต้องวิเคราะห์คน ต้องอ่านความคิดคนได้อะไรแบบนั้น แต่อันที่จริงจิตวิทยาเป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาตร์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและกระบวนการทำงานของจิตใจคน เรียนเพื่อให้เข้าใจกระบวนการความคิด พฤติกรรมของคน มิใช่เรียนเพื่อให้ไปตัดสินคนอื่นว่าเขามีปัญหาทางจิตหรือเรียนเพื่อไปแก้ปัญหาชีวิตคนอื่น องค์ความรู้ทางจิตวิทยาในทางปฏิบัติจะไม่ได้อยู่ในหมวดนี้
  • กลุ่มจิตวิทยาพัฒนาการ เรียนเกี่ยวกับการพัฒนาการทางด้านอารมณ์ การเรียนรู้ของคนในวัยต่างๆ การปรับตัวให้เข้ากับสังคม ของคนในวัยต่างๆ รวมไปถึงปัญหาที่เกิดจากความบกพร่องของการพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ
  • กลุ่มวิชาโรคทางจิตเวชในเด็กและผู้ใหญ่ ดนตรีบำบัดในยุโรปถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาแบบจิตบำบัด จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่นักดนตรีบำบัดต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านโรคทางจิตประเภทต่างๆ ลักษณะอาการ สาเหตุการเกิดโรค ในบางสถานการณ์นักดนตรีบำบัดอาจจะต้องเป็นผู้วินิจฉัยโรคด้วยตนเองด้วย เพราะฉะนั้นความรู้ทางด้านการวิเคราะห์โรคก็เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับนักดนตรีบำบัดการเรียนในกลุ่มวิชานี้จะเป็นการเรียนเพื่อให้รู้ถึงลักษณะพิเศษเฉพาะของแต่ละโรคในแต่ละกลุ่มประชากร แต่จะไม่ได้ลงลึกเหมือนอย่างคนที่เรียนจิตวิทยาคลีนิกหรือคนที่เรียนจิตบำบัดที่ต้องสามารถแยกแยะโรคแต่ละโรคได้อย่างแม่นยำ
  • จิตวิทยาดนตรี เรียนเกี่ยวกับผลของดนตรีที่มีต่อคนเราในด้านต่างๆ และการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากดนตรีในชีวิตประจำวัน เพื่อการพาณิชย์หรือเพื่อการบำบัดรักษา

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิชาการเทคนิคบำบัด เช่น

  • เทคนิคในการสนทนากับคนไข้ จะเรียนเกี่ยวกับวิธีในการพูดคุยกับผู้เข้ารับการบำบัดอย่างไร ให้เขารู้สึกสบายใจมากที่สุด รวมไปถึงวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้เข้ารับการบำบัด
  • วิธีการบำบัดแบบกลุ่ม จะศึกษาแนวทางการทำการบำบัดแบบกลุ่ม การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นถายในกลุ่มอย่างไร รวมทั้งจะใช้เทคนิคในการบำบัดอย่างไรเพื่อให้ทุกคนที่อยู่ในกลุ่มบำบัด รู้สึกว่าได้รับความสนใจจากนักบำบัดอย่างเท่าเทียมกัน
  • กลุ่มวิชาเฉพาะกลุ่มประชากร เช่น ดนตรีบำบัดในเด็กและวัยรุ่น ดนตรีบำบัดสำหรับผู้ป่วยทางระบบประสาท ดนตรีบำบัดสำหรับผู้ป่วยทางจิตเวช ดนตรีบำบัดในผู้สูงอายุ กับผู้ติดยา หรือดนตรีบำบัดเพื่อลดความเจ็บปวด เป็นต้น

ในกลุ่มวิชาที่กล่าวมาทั้งหมดมีวิชาหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือวิชา self experience, self awareness คือการที่นักศึกษาดนตรีบำบัดจะต้องผันตัวเองไปอยู่ในบทบาทของการเป็นผู้ถูกบำบัดเสียเอง ทั้งนี้เพื่อให้เรารู้จักและเข้าใจตัวเองให้มากที่สุดเสียก่อน ควรรู้ว่าเรามีจุดอ่อนจุดแข็งด้านไหน เรียนรู้ที่จะรับรู้อารมณ์รวมไปถึงความผิดปกติหรือปมในอดีตของตัวเราเอง วิชานี้เป็นวิชาบังคับสำหรับคนที่เรียนทางด้านจิตบำบัดในเกือบจะทุกสาขา ถือเป็นการเรียนรู้วิธีการที่จะเข้าใจผู้อื่นได้ดีที่สุดคือเราต้องเข้าใจตัวเราเองเสียก่อน นอกจากนี้ยังเป็นการทดลองใช้เทคนิคต่างๆ ที่เรียนมากับตัวเองว่าหากเราได้รับการบำบัดแบบนี้แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร ก่อนที่เราจะนำเอาวิธีการเหล่านั้นไปใช้กับคนไข้จริงๆ