หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตวิชาเอกดนตรีบำบัดของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์และการสอบเข้า

หลักสูตรของสาขาวิชาดนตรีบำบัดเป็นหลักสูตรสองปี โดยมีหมวดวิชาปรับพื้นฐาน หมวดวิชาแกน และหมวดวิชาบังคับดังนี้: หมวดวิชาปรับพื้นฐาน • Principles of Music Therapy • Group Leadership Skills in Music Therapy หมวดวิชาแกน • Music Research Methodology • Music Research Seminar I • Music Research Seminar II • Seminar in Music หมวดวิชาบังคับ • Philosophy and Theory of Music Therapy • Human Development and Music Learning • Clinical Techniques for Children…

ปรัชญาสองบรรทัด

งานหลักของนักดนตรีบำบัดถ้าจะให้อธิบายสไตล์คนไทยแบบไม่เกิน 8 บรรทัดนี่คงจะได้ประมาณนี้ “นักดนตรีบำบัดมีหน้าที่นำดนตรีกลับเข้าใปในหัวใจของผู้คน เพื่อให้เขาคนนั้นได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มความเป็น “มนุษย์” ให้มากขึ้น และลดความเป็น “คน” ให้น้อยลง” 

เป็นนักดนตรีบำบัดต้องรู้อะไรบ้าง

คำว่า “ดนตรีบำบัด” สำหรับบ้านเรานั้นค่อนข้างเป็นคำใหม่ และถึงแม้ในบ้านเมืองฝรั่งจะเริ่มมีการรู้จักดนตรีบำบัดกันบ้างแล้ว ฝรั่งส่วนมากก็ยังไม่รู้รายละเอียดว่าดนตรีบำบัดมันใช้ทำอะไร มาทำดนตรีบำบัดแล้วได้ผลจริงหรือไม่ มันเป็นความท้าทายและเป็นเรื่องที่พวกเราต้องเจอในชีวิตประจำวันเวลาเริ่มต้นกระบวนการบำบัดที่ต้องทำความเข้าใจกับผู้เข้ารับการบำบัดให้ชัดเจนก่อนเพื่อให้เกิดผลในการรักษามากที่สุด แต่ก่อนที่นักดนตรีบำบัดคนหนึ่งจะไปทำความเข้าใจหรือจะไปดูแลช่วยเหลือคนอื่นได้นั้น เขาต้องผ่านการทดสอบ ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นนักดนตรีบำบัดได้ ในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหรือเกี่ยวกับชีวิตของคนอื่นมันเป็นความรับผิดชอบของคนที่ทำงานด้านสาธารณสุขที่ต้องมีความเข้าใจในตัวงานที่ทำอยู่ให้ลึกซึ้งเป็นอย่างดี ก่อนที่จะได้รับการรับรองหรือได้รับอนุญาตให้เริ่มทำงานได้ ไม่ใช่แค่เพียงไปเข้าคอร์สอบรมมาครั้งสองครั้งแล้วก็มาเรียกตัวเองว่าเป็นหมอ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นนักดนตรีบำบัด แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีความรู้หรือรู้น้อยมากในสิ่งที่ตัวเองทำ เรียกได้ว่านอกจากจะไม่เคารพในสิทธิ์ของผู้เข้ารับการบำบัดที่สมควรได้รับการดูแลจากผู้ที่ได้รับการรับรอง แต่ยังเหมือนเป็นการไม่เคารพหรือโกหกตัวเองด้วย เรียนดนตรีบำบัดอย่างแรกที่นักดนตรีบำบัดจำเป็นต้องมีและต้องพัฒนาฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอคือทักษะทางด้านดนตรี ขอแยกเป็นข้อๆ ตามนี้ มีความรู้ทางด้านทฤษฎีดนตรี: ความรู้ทางทฤษฏีดนตรีนี้เหมือนเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดพึงศึกษาไว้ เพราะเป็นเสมือนประตูบานแรกสู่โลกแห่งเสียงเพลง เป็นพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดทุกๆ คนต้องรู้ ตั้งแต่เรื่องการอ่าน เขียนโน้ต บันไดเสียง คู่เสียง เสียงประสาน การย้ายบันไดเสียง ฉันทลักษณ์ทางดนตรี ฯลฯ หากจะถามว่าทำไมนักดนตรีบำบัดควรเรียนรู้ทฤษฎีดนตรีนั้นจะว่าไปก็เหมือนกับการตั้งคำถามว่าเราเรียนเลข เรียนสมการอะไรยากๆ ในโรงเรียนไปทำไม? จริงอยู่ที่เวลาทำงานจริงเราคิดถึงเรื่องทฤษฎีดนตรีกันน้อยมาก (อันนี้ขึ้นอยู่กับคอนเซ็ปการทำงานในแต่ละสาขาด้วย) แต่เรื่องพวกนี้เราศึกษาไว้เพื่อให้เกิดการตกผลึกทางความคิดให้เกิดการนำไปต่อยอดพัฒนาในทางปฏิบัติอีกทีหนึ่ง มีทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีในระดับหนึ่ง: เครื่องมือในการทำมาหากินของนักดนตรีบำบัดก็คือดนตรี หากรู้แค่ทฤษฎีเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ ต้องสามารถเล่นเครื่องดนตรีประเภทใดประเภทหนึ่งได้ด้วย มีเครื่องดนตรีหลักของตัวเองหนึ่งเครื่องที่สามารถเล่นได้อย่างมั่นใจ ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่นนั้น ขอใช้คำว่า “ควร” รู้ว่าเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ ใช้งานอย่างไร รู้จักที่มาที่ไปพอสมควร แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นได้อย่างมืออาชีพหรือถึงขนาดเป็น Virtuoso…