สติ สมาธิและดนตรี ตอนที่ 2

“ดนตรีนั้นถ้าเป็นดนตรีบริสุทธิ์ ก็ยังสามารถทำให้จิตใจว่างจาก
ความยึดถือว่า ตัวกูหรือของกูอยู่ แต่ถ้าเป็นดนตรีสกปรก ก็
ต้องปลูกความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว ตัวกูของกู ยิ่งขึ้นไป”
(ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ ท่านพุทธทาสภิกขุ 2547)

บทความที่แล้วได้เกริ่นนำเรื่องความหมายของสติและสมาธิจากมุมมองของพุทธศาสนาและการตีความจากทางตะวันตก จุดร่วมของดนตรีกับการอยู่กับปัจจุบันขณะ แนวคิดในการนำดนตรีมาช่วยในการฝึกสติและสมาธิ รวมไปถึงจุดมุ่งหมายของการใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสติ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งในภาคทฤษฎี บทความนี้จะเป็นเรื่องของภาคปฏิบัติและการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การฝึกสมาธิโดยใช้ดนตรีเพื่อการช่วยฝึกนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในทางบำบัดรักษา ซึ่งการฝึกสติด้วยดนตรีในทางคลินิกนั้นควรอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนักบำบัดเพื่อป้องกันภาวะทางอารมณ์บางประการที่อาจจะเกิดขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อคนไข้ เช่น อาการที่เรียกว่า Panic หรืออาการสั่นกลัวขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการฟังเครื่องดนตรีบางชนิด เช่น Didgeridoo, Gong, Singing Bowl หรือการเกิดภาวะ Regression หรือภาวะถดถอยรุนแรงเมื่อดนตรีเข้าไปกระตุ้นความทรงจำในอดีตหรือความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้นานให้ถูกปลดปล่อยออกมาแล้วคนไข้รู้สึกเสมือนตนเองย้อนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาในอดีตที่เลวร้าย นอกจากนี้ตัวนักบำบัดเองควรพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ชักจูงคนไข้ให้เข้ามานับถือศาสนาพุทธ และหลีกเลี่ยงไม่ใช้เนื้อหา หรือพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนามากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการไม่ยอมรับและความไม่เข้าใจได้ง่าย แต่เนื่องจากสังคมไทยมีความผูกพันกับพุทธศาสนามานาน คนไทยจึงสามารถเข้าถึงและยอมรับเรื่องนี้ได้ดีกว่าชาวตะวันตก ถึงอย่างไรก็ตามหากเป็นผู้ที่ฝึกสมาธิเป็นประจำอยู่แล้วแบบฝึกหัดนี้ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นมากเท่าไหร่ แต่ทุก ๆ ท่านสามารถทดลองฝึกได้ด้วยตนเองเพื่อดูว่าการฝึกแบบนี้นั้นเหมาะสมกับตนหรือไม่ มีความแตกต่างกับการนั่งสมาธิแบบปกติอย่างไร

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ดนตรี” ที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยในการฝึกสติเสียก่อน ดนตรีในทีนี้นั้นไม่ได้หมายถึงดนตรีที่เป็นเพลงที่มีเนื้อร้อง ทำนอง หรือเป็นดนตรีที่เล่น โดยวงดนตรีอย่างที่เราได้ยินกันอยู่ในชีวิต ประจำวัน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะหมายรวมไปถึงองค์ประกอบพื้นฐานของดนตรี 5 ประการด้วย ได้แก่ จังหวะ เสียง เมโลดี้หรือทำนองเพลง ระดับเสียงและรูปแบบ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยฝึกสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการนั่งสมาธิหรือผู้เริ่มฝึกด้วยการฟังเพลงหรือองค์ประกอบของดนตรีหรือการสร้างเสียงเพลงขึ้นมาด้วยตนเอง แทนการสังเกตลมหายใจตัวเองเพียงอย่างเดียว

1. ลมหายใจกับจังหวะ

แบบฝึกหัดนี้เป็นแบบฝึกหัดเริ่มต้นด้วยการใช้การนับจังหวะเข้ามาช่วยในการสังเกตลมหายใจ เริ่มด้วยการนั่งให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด จะนั่งบนพื้นหรือบนเก้าอี้ก็ได้ จากนั้นค่อยๆ หลับตา แล้วเพ่งความสนใจไปยังจุดต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะไล่ลงไปจนถึงปลายเท้า พยายามรับรู้ถึงความรู้สึกกดทับต่างๆ ในจุดที่ร่างกายมีการสัมผัสกับสิ่งภายนอก เช่น พื้นหรือเก้าอี้ เป็นต้น

จากนั้นหันความสนใจมายังลมหายใจของตัวเอง รับรู้ถึงลมหายใจของตัวเองว่าสั้น-ยาว ช้า-เร็ว ตื้น-ลึก เพียงใด เมื่ออยู่กับลมหายใจได้ดีแล้วให้เริ่มนับจังหวะดังนี้

หายใจเข้า: 1 – 2 – 3 – 4
ค้างหายใจ: 1 – 2 – 3 – 4
หายใจออก: 1 – 2 – 3 – 4
ค้างหายใจ: 1 – 2 – 3 – 4

นับวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าทำได้แบบสบาย ๆ ไม่มีอาการเกร็ง

ข้อสังเกตเวลาฝึก:

  • ควรนับจังหวะให้สม่ำเสมอ ไม่ช้าไป ไม่เร็วไป
  • ขยายจังหวะให้ยืดออกไปเมื่อรู้สึกว่านับ 4 นั้นน้อยเกินไป
  • เวลาหายใจควรสังเกตด้วยว่า ลมหายใจของเราวิ่งไปที่ไหน ปกติคนเราเวลาหายใจธรรมดาลมหายใจจะเข้าไปที่ปอด คือปอดเราจะขยายและยุบตัวเวลาหายใจซึ่งการหายใจแบบนี้เป็นการหายใจที่ยังไม่ลึกพอ ระหว่างฝึกควรหายใจให้ลึกเข้าไปถึงบริเวณท้อง คือหายใจเข้าออกให้ท้องขยายตัวและกระบังลมได้ทำงาน การหายใจแบบนี้จะยากและอาจรู้สึกไม่สบายตัวในช่วงแรก โดยเฉพาะเวลาหายใจออกแบบช้าๆ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมที่ไม่เคยใช้งานนั้นจะไม่แข็งแรงพอ ทำให้เกิดอาการอึดอัดบ้างผู้ฝึกควรรับรู้อาการไม่สบายตัวนี้ด้วยใจเป็นกลางและพยายามตั้งสมาธิให้อยู่กับการนับจังหวะให้สม่ำเสมอหากรู้สึกเหนื่อยมากเกินไปก็สามารถหยุดพักได้ ที่สำคัญคือการฝึกแบบทางสายกลางคือไม่เข้มงวดกับตัวเองมากไปและก็ต้องไม่หย่อนเกินไป

2. เสียงกับสติ

แบบฝึกหัดนี้เป็นการนำเอาการออกเสียงของเราเอง การฮัมและการร้องทำนองเพลงมาเป็นตัวช่วยในการฝึกสมาธิ เสียงคนเรานับได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์มาให้กับมนุษย์ทุกคน หลาย ๆ คนกลัวและไม่กล้าที่จะร้องเพลงเพราะไม่ชอบเสียงของตนหรือคิดว่าตนเองไม่สามารถร้องเพลงได้ไพเราะเหมือนนักร้องอาชีพ การใช้เสียงในการฝึกสมาธินั้นไม่เกี่ยวข้องกับความไพเราะหรือความสวยงามทางศิลปะแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้เสียงเพื่อฝึกการรับรู้ภายใน เวลาที่เราร้องหรือฮัมเพลงนั้นจะเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นในร่างกาย การฝึกสมาธิด้วยเสียงนี้ก็เป็นการใช้การสั่นสะเทือนที่เกิดจากเสียงของตัวเองเป็นตัวช่วยในการฝึกสมาธิ เพื่อการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างของตัวเอง รวมทั้งยังเป็นการรับรู้เสียงของตัวเองซึ่งอาจจะเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับบางคน

เริ่มต้นการฝึกด้วยการยืนในท่าทางที่มั่นคงคือ ยืนตัวตรง ขากางออกให้พอดีกับระยะไหล่ของตัวเอง มือสองข้างปล่อยสบายข้างลำตัว จากนั้นค่อย ๆ หลับตา รับรู้ลมหายใจในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงค่อย ๆ เริ่มฮัมเสียงออกมาจะเป็นเสียงสูงหรือเสียงต่ำก็แล้วแต่ ขอให้แค่รู้สึกสบายไม่เกร็งก็พอ เมื่อผ่อนลมหายใจออกหมดแล้วก็หายใจเข้าลึกๆ แล้วฮัมออกมาอีกครั้ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเราฮัมออกมาได้เสียงที่ยาวขึ้นและเสียงนิ่งมีความมั่นคงมากขึ้น จากนั้นให้ลองค่อยๆ เปล่งเสียงออกมาเป็นสระต่างๆ เช่น อา – เอ – อี – โอ – อู เป็นต้น เวลาร้องควรร้องทีละตัวเป็นเสียงเดียว เมื่อผ่อนลมหายใจออกหมดแล้วก็ค่อยเริ่มร้องสระตัวใหม่หรือตัวเดิมก็ได้ ก่อนจบแบบฝึกหัดนี้ควรกลับมาสังเกตลมหายใจอีกครั้งหนึ่งก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วจึงค่อยเริ่มบทฝึกนี้อีกครั้ง หรือเริ่มฝึกในบทต่อไป

บทฝึกต่อไปเป็นบทฝึกต่อเนื่องจากบทฝึกข้างต้น ในบทนี้จะเป็นการร้องทำนองเพลงที่เราเป็นคนคิดขึ้นเองแบบทันทีหรือที่ในภาษาดนตรีเรียกว่า Improvisation หรือการด้นสดเริ่มต้นแบบฝึกหัดนี้เช่นเดียวกับแบบฝึกหัดฮัมเสียง แต่พอเราฮัมเสียงหรือร้องสระไปได้สักพักแล้วก็เริ่มร้องหรือฮัมเมโลดี้ออกมาโดยที่ไม่ต้องสนใจเรื่องความไพเราะ ระหว่างที่ร้องพยายามให้ความสนใจกับการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในร่างกาย ความต่อเนื่องของเสียงและทำนองเพลงที่ออกมา

ข้อสังเกตเวลาฝึก:

  • ในการร้องควรสังเกตและรับรู้อยู่ตลอดเวลาถึงระดับเสียงการเปลี่ยนตัวโน้ต ความมั่นคงของเสียงรวมไปถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองในขณะที่ร้องเพลง
  • ค่อยๆ เพิ่มความยาวของทำนองเพลงภายในหนึ่งลมหายใจการฝึกสติด้วยดนตรีนั้นควรทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ท่านผู้อ่านยังสามารถนำแบบฝึกลมหายใจกับจังหวะไปใช้ร่วมกับกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้ เช่นระหว่างนั่งรถ ในขณะทำงานบ้าน เป็นต้น จุดประสงค์หลักของการฝึกสติ คือการฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ฝึกความรู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ลดการคิดฟุ้งซ่านถึงอดีตและลดความกังวลถึงเรื่องในอนาคต ดนตรีในที่นี้มีหน้าที่เป็นตัวช่วยในการฝึกเพื่อเบี่ยงเบนความคิด เปรียบเสมือนหลักที่ปักไว้ไม่ให้ความคิดแล่นไปไกล ให้อยู่กับเพียงปัจจุบัน แบบฝึกหัดทั้งสองแบบข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกิจกรรมทางดนตรีบำบัดที่พัฒนาขึ้นโดยอิงอยู่บนหลักของพระพุทธศาสนา ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ windsection@hotmail.com

สติ สมาธิและดนตรี ตอนที่ 1

“ดนตรี มีทั้งเสริม และกดทับกิเลส อย่าตกหลุม
พรางของมัน แม้แต่การสวดร้อง ท่องมนต์”
(ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ, ท่านพุทธทาสภิกขุ 2547)

ถ้าจะพูดกันตามความรู้สึกของคนไทยอย่างเรา ๆ แล้ว ดนตรีกับศาสนาพุทธ ฟังดูอาจจะขัดกันอยู่เสียหน่อย การฟังดนตรีนั้นยังถือเป็นสิ่งที่ต้องงดเว้น และยังถือเป็นข้อห้ามปฏิบัติในศีล 8 และศีล 10 อีกด้วยดังคำสมาทานศีลที่ว่า 

“นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการพูด ฟัง ฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และดูการเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล“ 

หากเป็นมุมมองจากทางตะวันตกนั้น ดนตรีเองก็เป็นเสมือนเครื่องมือหนึ่งในทางศาสนาที่มีไว้ เพื่อการเข้าถึงพระเจ้า แต่ในทางศาสนาพุทธนั้น ดนตรีกลับไม่มีบทบาทสำคัญ และไม่ถูกกล่าวถึงมากนักในพุทธประวัติ จะมีก็เพียงการอุปมาเปรียบเปรยเป็นปริศนาธรรมเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างสายพิณกับการปฏิบัติในทางสายกลาง คือไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป 

ในยุคปัจจุบันแนวคิดทางพุทธศาสนาถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคทางจิตตามแบบตะวันตกมีการนำการฝึกสติและการฝึกสมาธิเข้ามาเป็นแนวคิดพื้นฐานในการช่วยบำบัดรักษาอาการผิดปกติทางจิตใจในด้านต่าง ๆ เพื่อให้คนไข้มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึกหรือแม้กระทั่งกลไกทางจิตใต้สำนึกของตัวเอง ซึ่งบ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย หรือเกิดเป็นอาการผิดปกติทางจิตใจขึ้นมา ซึ่งจะค่อย ๆ สะสมและเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยโดยที่เราไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น แนวทางการรักษาโดยเน้นที่การฝึกสตินั้นได้แก่ mindfulness-based stress reduction เพื่อลดความเครียดของ Kabatt-Zinn; mindfulness-based cognitve therapy กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าของ Segal, Wiliams และ Teasdale; dialectical behavioral therapy กับผู้ป่วย Borderline ของ Linehan กิจกรรมหลัก ๆ ที่ถูกนำมาใช้ จะเป็นการฝึกสติในรูปแบบต่าง ๆ ที่คนไข้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เองในชีวิตประจำวันเช่น การฝึกการกินแบบมีสติ, การเดินจงกรม, การนั่งสมาธิ หรือ การฝึกสติด้วยการมองหรือการฟังเป็นต้น จุดประสงค์หลักของการฝึกสติในทางคลินิกนั้น เป็นการมุ่งเน้นให้คนไข้เกิดการเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนทัศนคติและเปิดใจยอมรับกับสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็น โดยพยายามลดการคาดหวัง หรือการตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือที่ในทางพุทธเราเรียกว่า เป็นการลดอคติและอวิชชาให้เหลือน้อยลง จนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไปได้

ย้อนกลับมาดูความหมายของคำว่า สติและสมาธิ กันดูบ้าง เราคนไทยคงจะคุ้นเคยกับความหมายของสองคำนี้เป็นอย่างดี 

สติ หมายถึง “ความระลึกได้, นึกได้, ความไม่เผลอ, การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง จำการที่ทำและคำที่พูดแล้ว แม้นานได้ (ป.อ.ปยุตโต)” 

ในทางตะวันตกนั้น ให้ความหมายของคำว่า สติ แตกต่างกันไปตามความคิดเห็นของนักวิชาการแต่ละท่าน โดยอ้างอิงจากความหมายของ สติ จากพระไตรปิฎกทั้งจากเถรวาท มหายาน และ วัชรยาน แต่โดยรวมแล้ว สติ จากมุมมองของชาวตะวันตกจะคล้ายคลึงกับที่เราชาวพุทธทั่วไปเข้าใจกัน แต่กระนั้นก็ได้เพิ่มเติมในคำอธิบายไว้ว่า การมีสตินอกจากจะเป็นการรู้ตัว ความระลึก ความไม่เผลอแล้ว ยังเป็นการไม่มีอคติ หรือการไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เราทำอยู่ หรือเป็นอยู่นั้นดีหรือไม่ดี นอกจากนี้ สติ ยังเป็นสภาวะทางจิตขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่สามารถพัฒนาได้ ลักษณะของการไม่มีสตินั้น อาจจะเปรียบเทียบได้กับสภาวะ Auto-Pilot (นักบินอัตโนมัติ) คือเราปล่อยให้ร่างกายเราทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ใช้จิตเราควบคุม ตัวอย่างที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อย ๆ เช่น การเดินขึ้นบันได บ่อยครั้งที่เวลาเราเดินขึ้นบันได เราก็มักจะคิดถึงเรื่องอื่น เช่นว่า วันนี้เย็นจะกินอะไรดี สมุดบัญชีเล่มนั้นฉันไปวางไว้ตรงไหนนะ คิดถึงคนรัก คิดถึงการประชุมอีกสองชั่วโมงข้างหน้า โดยที่เราปล่อยให้ร่างกายเรา เดินขึ้นบันไดไปแบบอัตโนมัติ การมีสติคือ การรู้ตัวในทุกย่างก้าวที่เรากำลังเดินขึ้นบันได โดยที่ไม่ได้เผลอคิดไปถึงเรื่องอื่น หรือไม่ได้คิดว่า การเดินขึ้นบันไดนี้มันช่างน่าเบื่อ หรือมันช่างเหนื่อยเหลือเกิน แบบนี้ เป็นต้น

ส่วนคำว่า สมาธิ ในทางพุทธนั้นหมายถึง “ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำให้ใจสงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่านการมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ (ป.อ.ปยุตโต)” ทางตะวันตก จะมองว่าสภาวะของจิตที่เป็นสมาธินั้นเป็นลักษณะหนึ่งของ ภาวะของจิตที่อยู่ในภวังค์ (Trance) คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านการรับรู้ของจิตในด้านต่าง ๆ เช่น เวลา พื้นที่ ความรู้สึก เป็นต้น สภาวะภวังค์ นี้อาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การถูกสะกดจิต การฟังเพลง การนั่งสมาธิ หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์เองก็ตาม ทั้งนี้ภาวะภวังค์ที่เกิดจากสิ่งเร้าที่ต่างกันก็มีลักษณะ และจุดมุ่งหมายที่ต่างกันไป เช่น สภาวะจิตอยู่ในภวังค์ที่เกิดจากการฟังเพลง ก็ไม่เหมือนกันกับภวังค์ที่เกิดจากการนั่งสมาธิ หรือที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฌาณ เป็นต้น ในทางศาสนาพุทธจึงมองภาวะความสงบนิ่งของจิตนี้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาจิต เพื่อเป็นพื้นฐานของการฝึกจิตในระดับต่อไป คือการพัฒนาให้เกิดเป็นปัญญา เพื่อการสำเร็จถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิต นั่นก็คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ทีนี้เราลองมาดูกันว่า ดนตรีนั้นจะนำมาช่วยในการฝึกสติฝึกสมาธิได้อย่างไร จุดร่วมระหว่างดนตรีกับสตินั้น คือการอยู่กับปัจจุบันขณะ เสียงทุกเสียงที่เราได้ยินนั้น เรียกได้ว่าแทบจะทันทีที่คลื่นเสียงออกจากแหล่งกำเนิดเสียง เกิดขึ้นแล้วก็แทบจะหายไปในทันทีพร้อมกันกับเสียงใหม่ที่เข้ามาแทน เราจึงได้ยินเฉพาะเสียงที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อสองนาทีก่อน หรือเสียงที่จะเกิดในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้านี้ ในดนตรีนั้นไม่มีทั้งอดีตและอนาคตมีเพียงเสียงเพลงที่เราได้ยินอยู่ ณ ปัจจุบันขณะเท่านั้น ดนตรีจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของการอยู่กับปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่การเกิดความรู้สึก หรือความทรงจำในอดีตที่มีความผูกพันกับเพลงนั้น แล้วทำให้เรารู้สึกว่า บทเพลงหรือท่วงทำนองนั้น ๆ มันยังคงดังก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ต่างล้วนเกิดจากการปรุงแต่งของจิต และการตีความของสมองของเราเอง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเราฟังเพลง ๆ หนึ่งแล้ว เรารู้สึกติดอยู่ในความทรงจำที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเสียงเพลงนั้นเกิดขึ้นแล้วก็หายไปแทบจะในทันที แต่เป็นจิตของเราเองที่ยังยึดติดอยู่กับอดีตของตัวเองซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเศร้าหรือมีความสุขก็ได้ ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้ดนตรีเพื่อการฝึกสตินั้น จึงต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะดนตรีเองก็เปรียบเสมือนดั่งดาบสองคมที่สามารถทำให้สงบ หรือแม้แต่ทำให้อารมณ์พลุ่งพล่านได้ในเวลาเดียวกัน ดั่งที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้เขียนถึงดนตรีไว้ว่า ดนตรีนั้นมีอิทธิพลต่อระบบประสาททั้งของคน สัตว์รวมไปถึงพืชต่าง ๆ และสามารถให้ผลได้ทั้งการหยุดระงับและการกระตุ้นกิเลสได้ นอกจากจะทำให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ และทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีตได้แล้วนั้น ดนตรียังสามารถทำให้ผู้ฟังตกอยู่ในภวังค์ได้ด้วย ด้วยเครื่องดนตรีบางชนิดประกอบกับเทคนิคการเล่นแบบพิเศษความรู้สึกหรือภาพความทรงจำที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเราจะถูกเปิดออกด้วยเสียงเพลง โดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นการใช้ดนตรีเพื่อช่วยในการฝึกสมาธิผู้ใช้จึงควรระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นระหว่างการฝึก

จุดประสงค์ของการใช้ดนตรีเพื่อการช่วยฝึกสมาธินั้น เพื่อช่วยผู้ที่มีปัญหาในการนั่งสมาธิในระยะแรก ๆ โดยเฉพาะกับผู้ที่คิดว่าการนั่งสมาธิเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เสียงดนตรีนั้นเป็นดั่งตัวช่วยผูกจิตและความคิดของผู้ฝึกให้อยู่กับปัจจุบันขณะโดยในขณะฟังจำเป็นต้องฟังแบบมีสติ คือไม่คล้อยตามไปตามอารมณ์ของเพลง ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยพิจารณาอารมณ์และความคิดที่เกิดขึ้นในขณะที่ฟังเพลงหรือเสียงนั้น ๆ โดยที่เพลงหรือเสียงที่ใช้ในการฝึกนั้นควรจะเป็นเพลงที่มีจังหวะไม่ช้ามาก ไม่ควรมีเนื้อร้องในตอนต้น ถ้าเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องก็ควรเป็นเนื้อร้องที่มีคติแง่คิดในทางที่เป็นประโยชน์ไม่ควรเป็นเนื้อร้องที่เกี่ยวกับอารมณ์ทางโลก นอกจากเพลงแล้วยังสามารถใช้ฝึกโดยใช้เสียงจากธรรมชาติได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ฝึกเป็นสำคัญว่าเอื้ออำนวยที่จะใช้เสียงจากธรรมชาติได้หรือไม่ นอกจากนี้การฝึกสติโดยการใช้ดนตรีช่วยฝึกนั้น เมื่อผู้ฝึกมีความชำนาญในการนั่งสมาธิแล้ว ก็ควรที่จะค่อย ๆ ลดการใช้เสียงในการฝึก เปลี่ยนไปพิจารณาลมหายใจ ร่างกายหรืออารมณ์ต่าง ๆ ตามหลักการฝึกสติในศาสนาพุทธต่อไป

ครั้งต่อไปจะพูดถึงวิธีการฝึกสติและสมาธิโดยใช้ดนตรีว่าในทางปฏิบัตินั้นควรทำอย่างไร รวมไปถึงข้อแนะนำในการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงข้อจำกัดในการใช้งานทางคลินิกกับความแตกต่างในการฝึกตามหลักของชาวพุทธ


บทความนี้เป็นบทคัดย่อมาจากวิทยานิพนธ์ Master of Arts (Musiktherapie) เรื่อง Achtsamkeit in der Musiktherapie หากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจอ่านฉบับเต็ม สามารถติดต่อได้ทางอีเมล์ windsection@hotmail.com