สติ สมาธิและดนตรี ตอนที่ 2

“ดนตรีนั้นถ้าเป็นดนตรีบริสุทธิ์ ก็ยังสามารถทำให้จิตใจว่างจาก
ความยึดถือว่า ตัวกูหรือของกูอยู่ แต่ถ้าเป็นดนตรีสกปรก ก็
ต้องปลูกความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว ตัวกูของกู ยิ่งขึ้นไป”
(ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ ท่านพุทธทาสภิกขุ 2547)

บทความที่แล้วได้เกริ่นนำเรื่องความหมายของสติและสมาธิจากมุมมองของพุทธศาสนาและการตีความจากทางตะวันตก จุดร่วมของดนตรีกับการอยู่กับปัจจุบันขณะ แนวคิดในการนำดนตรีมาช่วยในการฝึกสติและสมาธิ รวมไปถึงจุดมุ่งหมายของการใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสติ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งในภาคทฤษฎี บทความนี้จะเป็นเรื่องของภาคปฏิบัติและการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การฝึกสมาธิโดยใช้ดนตรีเพื่อการช่วยฝึกนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในทางบำบัดรักษา ซึ่งการฝึกสติด้วยดนตรีในทางคลินิกนั้นควรอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนักบำบัดเพื่อป้องกันภาวะทางอารมณ์บางประการที่อาจจะเกิดขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อคนไข้ เช่น อาการที่เรียกว่า Panic หรืออาการสั่นกลัวขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการฟังเครื่องดนตรีบางชนิด เช่น Didgeridoo, Gong, Singing Bowl หรือการเกิดภาวะ Regression หรือภาวะถดถอยรุนแรงเมื่อดนตรีเข้าไปกระตุ้นความทรงจำในอดีตหรือความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้นานให้ถูกปลดปล่อยออกมาแล้วคนไข้รู้สึกเสมือนตนเองย้อนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาในอดีตที่เลวร้าย นอกจากนี้ตัวนักบำบัดเองควรพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ชักจูงคนไข้ให้เข้ามานับถือศาสนาพุทธ และหลีกเลี่ยงไม่ใช้เนื้อหา หรือพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนามากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการไม่ยอมรับและความไม่เข้าใจได้ง่าย แต่เนื่องจากสังคมไทยมีความผูกพันกับพุทธศาสนามานาน คนไทยจึงสามารถเข้าถึงและยอมรับเรื่องนี้ได้ดีกว่าชาวตะวันตก ถึงอย่างไรก็ตามหากเป็นผู้ที่ฝึกสมาธิเป็นประจำอยู่แล้วแบบฝึกหัดนี้ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นมากเท่าไหร่ แต่ทุก ๆ ท่านสามารถทดลองฝึกได้ด้วยตนเองเพื่อดูว่าการฝึกแบบนี้นั้นเหมาะสมกับตนหรือไม่ มีความแตกต่างกับการนั่งสมาธิแบบปกติอย่างไร

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ดนตรี” ที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยในการฝึกสติเสียก่อน ดนตรีในทีนี้นั้นไม่ได้หมายถึงดนตรีที่เป็นเพลงที่มีเนื้อร้อง ทำนอง หรือเป็นดนตรีที่เล่น โดยวงดนตรีอย่างที่เราได้ยินกันอยู่ในชีวิต ประจำวัน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะหมายรวมไปถึงองค์ประกอบพื้นฐานของดนตรี 5 ประการด้วย ได้แก่ จังหวะ เสียง เมโลดี้หรือทำนองเพลง ระดับเสียงและรูปแบบ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยฝึกสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการนั่งสมาธิหรือผู้เริ่มฝึกด้วยการฟังเพลงหรือองค์ประกอบของดนตรีหรือการสร้างเสียงเพลงขึ้นมาด้วยตนเอง แทนการสังเกตลมหายใจตัวเองเพียงอย่างเดียว

1. ลมหายใจกับจังหวะ

แบบฝึกหัดนี้เป็นแบบฝึกหัดเริ่มต้นด้วยการใช้การนับจังหวะเข้ามาช่วยในการสังเกตลมหายใจ เริ่มด้วยการนั่งให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด จะนั่งบนพื้นหรือบนเก้าอี้ก็ได้ จากนั้นค่อยๆ หลับตา แล้วเพ่งความสนใจไปยังจุดต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะไล่ลงไปจนถึงปลายเท้า พยายามรับรู้ถึงความรู้สึกกดทับต่างๆ ในจุดที่ร่างกายมีการสัมผัสกับสิ่งภายนอก เช่น พื้นหรือเก้าอี้ เป็นต้น

จากนั้นหันความสนใจมายังลมหายใจของตัวเอง รับรู้ถึงลมหายใจของตัวเองว่าสั้น-ยาว ช้า-เร็ว ตื้น-ลึก เพียงใด เมื่ออยู่กับลมหายใจได้ดีแล้วให้เริ่มนับจังหวะดังนี้

หายใจเข้า: 1 – 2 – 3 – 4
ค้างหายใจ: 1 – 2 – 3 – 4
หายใจออก: 1 – 2 – 3 – 4
ค้างหายใจ: 1 – 2 – 3 – 4

นับวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าทำได้แบบสบาย ๆ ไม่มีอาการเกร็ง

ข้อสังเกตเวลาฝึก:

  • ควรนับจังหวะให้สม่ำเสมอ ไม่ช้าไป ไม่เร็วไป
  • ขยายจังหวะให้ยืดออกไปเมื่อรู้สึกว่านับ 4 นั้นน้อยเกินไป
  • เวลาหายใจควรสังเกตด้วยว่า ลมหายใจของเราวิ่งไปที่ไหน ปกติคนเราเวลาหายใจธรรมดาลมหายใจจะเข้าไปที่ปอด คือปอดเราจะขยายและยุบตัวเวลาหายใจซึ่งการหายใจแบบนี้เป็นการหายใจที่ยังไม่ลึกพอ ระหว่างฝึกควรหายใจให้ลึกเข้าไปถึงบริเวณท้อง คือหายใจเข้าออกให้ท้องขยายตัวและกระบังลมได้ทำงาน การหายใจแบบนี้จะยากและอาจรู้สึกไม่สบายตัวในช่วงแรก โดยเฉพาะเวลาหายใจออกแบบช้าๆ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมที่ไม่เคยใช้งานนั้นจะไม่แข็งแรงพอ ทำให้เกิดอาการอึดอัดบ้างผู้ฝึกควรรับรู้อาการไม่สบายตัวนี้ด้วยใจเป็นกลางและพยายามตั้งสมาธิให้อยู่กับการนับจังหวะให้สม่ำเสมอหากรู้สึกเหนื่อยมากเกินไปก็สามารถหยุดพักได้ ที่สำคัญคือการฝึกแบบทางสายกลางคือไม่เข้มงวดกับตัวเองมากไปและก็ต้องไม่หย่อนเกินไป

2. เสียงกับสติ

แบบฝึกหัดนี้เป็นการนำเอาการออกเสียงของเราเอง การฮัมและการร้องทำนองเพลงมาเป็นตัวช่วยในการฝึกสมาธิ เสียงคนเรานับได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์มาให้กับมนุษย์ทุกคน หลาย ๆ คนกลัวและไม่กล้าที่จะร้องเพลงเพราะไม่ชอบเสียงของตนหรือคิดว่าตนเองไม่สามารถร้องเพลงได้ไพเราะเหมือนนักร้องอาชีพ การใช้เสียงในการฝึกสมาธินั้นไม่เกี่ยวข้องกับความไพเราะหรือความสวยงามทางศิลปะแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้เสียงเพื่อฝึกการรับรู้ภายใน เวลาที่เราร้องหรือฮัมเพลงนั้นจะเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นในร่างกาย การฝึกสมาธิด้วยเสียงนี้ก็เป็นการใช้การสั่นสะเทือนที่เกิดจากเสียงของตัวเองเป็นตัวช่วยในการฝึกสมาธิ เพื่อการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างของตัวเอง รวมทั้งยังเป็นการรับรู้เสียงของตัวเองซึ่งอาจจะเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับบางคน

เริ่มต้นการฝึกด้วยการยืนในท่าทางที่มั่นคงคือ ยืนตัวตรง ขากางออกให้พอดีกับระยะไหล่ของตัวเอง มือสองข้างปล่อยสบายข้างลำตัว จากนั้นค่อย ๆ หลับตา รับรู้ลมหายใจในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงค่อย ๆ เริ่มฮัมเสียงออกมาจะเป็นเสียงสูงหรือเสียงต่ำก็แล้วแต่ ขอให้แค่รู้สึกสบายไม่เกร็งก็พอ เมื่อผ่อนลมหายใจออกหมดแล้วก็หายใจเข้าลึกๆ แล้วฮัมออกมาอีกครั้ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเราฮัมออกมาได้เสียงที่ยาวขึ้นและเสียงนิ่งมีความมั่นคงมากขึ้น จากนั้นให้ลองค่อยๆ เปล่งเสียงออกมาเป็นสระต่างๆ เช่น อา – เอ – อี – โอ – อู เป็นต้น เวลาร้องควรร้องทีละตัวเป็นเสียงเดียว เมื่อผ่อนลมหายใจออกหมดแล้วก็ค่อยเริ่มร้องสระตัวใหม่หรือตัวเดิมก็ได้ ก่อนจบแบบฝึกหัดนี้ควรกลับมาสังเกตลมหายใจอีกครั้งหนึ่งก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วจึงค่อยเริ่มบทฝึกนี้อีกครั้ง หรือเริ่มฝึกในบทต่อไป

บทฝึกต่อไปเป็นบทฝึกต่อเนื่องจากบทฝึกข้างต้น ในบทนี้จะเป็นการร้องทำนองเพลงที่เราเป็นคนคิดขึ้นเองแบบทันทีหรือที่ในภาษาดนตรีเรียกว่า Improvisation หรือการด้นสดเริ่มต้นแบบฝึกหัดนี้เช่นเดียวกับแบบฝึกหัดฮัมเสียง แต่พอเราฮัมเสียงหรือร้องสระไปได้สักพักแล้วก็เริ่มร้องหรือฮัมเมโลดี้ออกมาโดยที่ไม่ต้องสนใจเรื่องความไพเราะ ระหว่างที่ร้องพยายามให้ความสนใจกับการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในร่างกาย ความต่อเนื่องของเสียงและทำนองเพลงที่ออกมา

ข้อสังเกตเวลาฝึก:

  • ในการร้องควรสังเกตและรับรู้อยู่ตลอดเวลาถึงระดับเสียงการเปลี่ยนตัวโน้ต ความมั่นคงของเสียงรวมไปถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองในขณะที่ร้องเพลง
  • ค่อยๆ เพิ่มความยาวของทำนองเพลงภายในหนึ่งลมหายใจการฝึกสติด้วยดนตรีนั้นควรทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ท่านผู้อ่านยังสามารถนำแบบฝึกลมหายใจกับจังหวะไปใช้ร่วมกับกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้ เช่นระหว่างนั่งรถ ในขณะทำงานบ้าน เป็นต้น จุดประสงค์หลักของการฝึกสติ คือการฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ฝึกความรู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ลดการคิดฟุ้งซ่านถึงอดีตและลดความกังวลถึงเรื่องในอนาคต ดนตรีในที่นี้มีหน้าที่เป็นตัวช่วยในการฝึกเพื่อเบี่ยงเบนความคิด เปรียบเสมือนหลักที่ปักไว้ไม่ให้ความคิดแล่นไปไกล ให้อยู่กับเพียงปัจจุบัน แบบฝึกหัดทั้งสองแบบข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกิจกรรมทางดนตรีบำบัดที่พัฒนาขึ้นโดยอิงอยู่บนหลักของพระพุทธศาสนา ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ windsection@hotmail.com

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s