จากวันนั้นถึงวันนี้

คำว่า “นักดนตรี” กับ “นักดนตรีบำบัด” สองคำนี้ดูไปดูมามันก็อาจจะต่างกันแค่คำว่า “บำบัด” ที่เพิ่มเข้ามา เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องราวการเดินทางเพื่อเอาคำว่า “บำบัด” มาเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตผม อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าผมต้องเดินทางไปไกลเพื่อเข้ารับการรักษาโรคอะไรอยู่ตลอดเวลา การเดินทางนี้เป็นเรื่องของนักดนตรีคนหนึ่งที่ผันตัวเองไปเป็นนักดนตรีบำบัดต่างหาก จุดเริ่มต้นของเรื่องมันมาจากการเป็นนักดนตรีในวงโยธวาธิตที่อัสสัมชัญบางรัก (A.C. Band) เริ่มเล่นทรัมเป็ตมาตั้งแต่ม.1 ฝีมือก็งั้นๆ ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย มีมาสเตอร์วิชัยกับมิสพรภัทร์แล้วก็พวกรุ่นพี่ๆ ที่คอยช่วยสอนรุ่นน้องในวง ความรู้ทางดนตรีส่วนใหญ่ที่ได้ก็ได้จาก A.C.Band นี่แหล่ะ ต้องขอบคุณมิสและมาสเตอร์ที่คอยช่วยสอนอะไรหลายๆ อย่างให้ผม พอขึ้นม.ปลายผมก็เริ่มหันมาสนใจกีตาร์ ความตั้งใจแรกไม่ได้จะอยากเล่นเป็นจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำ แต่พอหัดจับคอร์ดได้สักพักรู้สึกนิ้วเริ่มด้านแล้วก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็เจ็บตัวละเล่นต่อมาเรื่อยๆ มันเลยละกัน หลังจากนั้นผมตัดสินใจเรียนต่อคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เครื่องเอกกีตาร์คลาสสิก การตัดสินใจของผมครั้งนี้ทางบ้านผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ ซึ่งคนที่เรียนดนตรีในช่วงนั้น (หรืออาจจะในปัจจุบันนี้ด้วย) จะได้เจอกับคำถามที่ว่า “เรียนดนตรีจบมาแล้วจะไปทำอะไร” ช่วงนั้นผมต่อต้านกับคำถามนี้มาก คิดอย่างเดียวว่าแค่อยากเรียนในสิ่งที่เรารักแค่นั้น ชีวิตช่วงนั้นหายใจเข้าออกเป็นดนตรีไปหมด วันๆ ซ้อมแต่กีตาร์ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ ซึ่งผลแห่งความขยันนี้ (เพื่อนบางคนก็บอกว่าผมบ้า วันๆ เอาแต่ซ้อม ไม่ค่อยออกมาเจอเพื่อนๆ เท่าไหร่) ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อผมเรียนจบด้วยผลการเรียนที่ค่อนข้างสวยหรูเลยทีเดียว แต่พอเรียนจบออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็เริ่มตระหนักว่า เกรดที่เราได้สุดท้ายมันก็แค่ตัวเลขตัวอักษร…

“ฟัง เล่น” กิจกรรมหลักของดนตรีบำบัด

ในการทำดนตรีบำบัดนั้นเราแยกกิจกรรมหลักๆ ได้เป็นสองประเภทคือการฟัง (receptive) และการเล่น (active) ซึ่งกิจกรรมทั้งสองอย่างก็จะมีหลักการรายละเอียดปลีกย่อยแยกออกไปอีกเยอะพอสมควร ไว้มีโอกาสจะค่อยๆ ทยอยเขียนรายละเอียดให้ได้อ่านกัน เริ่มที่การฟังกันก่อน  กิจกรรมดนตรีบำบัดประเภท “ฟัง” ภาษาอังกฤษเรียกว่า recetipve music therapy เป็นรูปแบบดนตรีบำบัดที่ถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดและเวลาคนส่วนใหญ่คิดถึงดนตรีบำบัดก็จะนึกถึงการฟังเพลงกันก่อน แต่ทีนี้คนก็จะคิดก่อนเลยว่าคือการฟังเพลง เสียงนก เสียงไม้ เสียงน้ำไหล หรือพวก relaxing music ที่หน้าปกอัลบั้มชอบเป็นรูปท้องฟ้าหรือรูปทะเลอะไรพวกนั้น คือเพลงเพื่อการผ่อนคลายพวกนั้นที่จริงก็เป็นแค่ “เครื่องมือ” ของนักดนตรีบำบัดไว้ใช้เวลาทำงานเท่านั้น ตัวเพลงมันเองมันไม่ได้จัดว่าเป็นดนตรีเพื่อการบำบัด ใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนไม่เหมือนยาพาราฯ ไว้กินแก้ปวดหัว ถ้าคนที่ไม่รู้จักใช้ “เครื่องมือ” พวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่เราเปิดเพลงฟังในชีวิตประจำวัน แบบนี้ใครๆ ก็ทำได้ และการฟังในดนตรีบำบัดไม่จำกัดแค่ว่าเปิดเพลงจากแผ่น จาก mp3 หรือจากสื่อต่างๆ แค่นั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงการที่นักดนตรีบำบัดเล่นดนตรีให้คนไข้ฟังอีกด้วย เช่นการอิมโพรไวส์ เล่นเพลงที่คนไข้รู้จักอยู่แล้ว หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่าการทำ sound journey ด้วยเครื่องดนตรี่ชนิดต่างๆ เช่น monochord, singin bowl, oceandrum, rain maker, gong…