จากวันนั้นถึงวันนี้

คำว่า “นักดนตรี” กับ “นักดนตรีบำบัด” สองคำนี้ดูไปดูมามันก็อาจจะต่างกันแค่คำว่า “บำบัด” ที่เพิ่มเข้ามา เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องราวการเดินทางเพื่อเอาคำว่า “บำบัด” มาเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตผม อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าผมต้องเดินทางไปไกลเพื่อเข้ารับการรักษาโรคอะไรอยู่ตลอดเวลา การเดินทางนี้เป็นเรื่องของนักดนตรีคนหนึ่งที่ผันตัวเองไปเป็นนักดนตรีบำบัดต่างหาก

จุดเริ่มต้นของเรื่องมันมาจากการเป็นนักดนตรีในวงโยธวาธิตที่อัสสัมชัญบางรัก (A.C. Band) เริ่มเล่นทรัมเป็ตมาตั้งแต่ม.1 ฝีมือก็งั้นๆ ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย มีมาสเตอร์วิชัยกับมิสพรภัทร์แล้วก็พวกรุ่นพี่ๆ ที่คอยช่วยสอนรุ่นน้องในวง ความรู้ทางดนตรีส่วนใหญ่ที่ได้ก็ได้จาก A.C.Band นี่แหล่ะ ต้องขอบคุณมิสและมาสเตอร์ที่คอยช่วยสอนอะไรหลายๆ อย่างให้ผม พอขึ้นม.ปลายผมก็เริ่มหันมาสนใจกีตาร์ ความตั้งใจแรกไม่ได้จะอยากเล่นเป็นจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำ แต่พอหัดจับคอร์ดได้สักพักรู้สึกนิ้วเริ่มด้านแล้วก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็เจ็บตัวละเล่นต่อมาเรื่อยๆ มันเลยละกัน หลังจากนั้นผมตัดสินใจเรียนต่อคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เครื่องเอกกีตาร์คลาสสิก การตัดสินใจของผมครั้งนี้ทางบ้านผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ ซึ่งคนที่เรียนดนตรีในช่วงนั้น (หรืออาจจะในปัจจุบันนี้ด้วย) จะได้เจอกับคำถามที่ว่า “เรียนดนตรีจบมาแล้วจะไปทำอะไร” ช่วงนั้นผมต่อต้านกับคำถามนี้มาก คิดอย่างเดียวว่าแค่อยากเรียนในสิ่งที่เรารักแค่นั้น ชีวิตช่วงนั้นหายใจเข้าออกเป็นดนตรีไปหมด วันๆ ซ้อมแต่กีตาร์ ไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ ซึ่งผลแห่งความขยันนี้ (เพื่อนบางคนก็บอกว่าผมบ้า วันๆ เอาแต่ซ้อม ไม่ค่อยออกมาเจอเพื่อนๆ เท่าไหร่) ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อผมเรียนจบด้วยผลการเรียนที่ค่อนข้างสวยหรูเลยทีเดียว แต่พอเรียนจบออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็เริ่มตระหนักว่า เกรดที่เราได้สุดท้ายมันก็แค่ตัวเลขตัวอักษร ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นเท่าไหร่ (อาจจะไม่ใช่กับคนอื่น แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่ผมเจอมากับตัวเองหลังจากเรียนดนตรีจบแล้ว)

2015-01-10 12.27.22

คำถามที่ผมเคยถูกถามมันย้อนกลับมาเหมือนมีอะไรมาตบหน้าให้ตื่นจากฝันให้ตื่นมาเผชิญหน้ากับความจริง งานที่ทำช่วงนั้นก็เป็นครูสอนกีตาร์ พอมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ พอประทังชีวิต หลังจากนั้นจึงต้องเริ่มกลับมาค้นหาตัวเองแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าที่เป็นครูสอนกีตาร์ทุกวันนี้เพราะอะไร คำตอบที่ได้มีแค่อย่างเดียวคือ “ก็จบเรียนกีตาร์คลาสสิกมา ฝีมือก็ไม่ได้จะไปถึงระดับโลกอะไร จะให้ไปตระเวนแข่งตามเวทีใหญ่มันก็ไม่ใช่ทาง ถ้าอยากทำงานที่เกี่ยวกับดนตรีก็คงต้องเป็นครูสอนไปก่อนละกัน” ตอนนั้นบอกตามตรงว่าคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ว่าอนาคตผมควรไปทางไหนดี ผมเองก็ไม่อยากแบมือของเงินที่บ้านใช้ไปจนแก่ ลำพังเงินเดือนครูสอนดนตรีก็คงไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นเท่าไหร่ (ช่วงนั้นผมสอนน้อยลงเพราะมีครูเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าอาชีพครูดนตรีจะแย่ไปทุกอย่างนะครับ) เลยลองหันไปทำอย่างอื่นดูบ้างอย่างเปิดร้านกาแฟ กลับไปช่วยกิจการที่บ้านบ้าง รับงานถ่ายรูปบ้าง แบบว่ามีอะไรผมก็ลองๆ ทำไปแต่สุดท้ายมันก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ทางของเราอยู่ดี

ส่วนเรื่องแรงบันดาลใจในการเรียนดนตรีบำบัดที่จริงแล้วก็ไม่ได้มาจากความต้องการจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วยด้วยเสียงเพลงหรืออะไรสวยๆ แบบนี้หรอกครับ ผมแค่อยากลองหาอะไรทำอย่างอื่นที่มันหลุดออกไปจากกรอบเดิมๆ ที่ว่าเรียนดนตรีจบมาแล้วต้องเป็นนักดนตรี ครูสอนดนตรีหรือไม่ก็เปิดโรงเรียนดนตรีเอง ช่วงก่อนเข้าศิลปากรผมก็เคยได้อ่านบทความเกี่ยวกับดนตรีบำบัดอยู่บ้าง ก็เห็นว่าน่าสนใจดีคิดว่าถ้าเรียนจบดนตรีแล้วก็น่าจะลองไปทำอาชีพด้านนี้ดูบ้าง แต่ก็เหมือนเป็นแค่ความคิดที่แว่บผ่านเข้ามาในหัวช่วงสั้นๆ ไม่ได้จะไปจริงจังหาข้อมูลอะไรต่อมากมาย จนเมื่อปี 2008 ได้มีโอกาสมาเยอรมนีกับวงประสานเสียงสวนพลู ตอนนั้นผมยังไม่ได้เป็นสมาชิกของวงแบบจริงๆ จังๆ หรอกแค่ตามเค้ามาถ่ายรูปตอนแข่ง World Choir Game ที่เมือง Graz ประเทศออสเตรีย แล้วก็ได้แวะมาเที่ยวที่เยอรมันต่อ ช่วงนั้นได้รู้จักกับน้าต้อมที่มาช่วยดูแลวงสวนพลู น้าต้อมเป็นคนพาพวกเราไปเที่ยวช่วยจัดหาที่พักให้ ซึ่งน้าต้อมเนี่ยหล่ะที่เป็นคนที่จุดประกายความคิดเรื่องเรียนต่อดนตรีบำบัดให้ผมอีกครั้งและยังช่วยหาข้อมูลและช่วยแปลเอกสารเรื่องการเรียนต่อที่เยอรมันให้ด้วย

ภาษาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการเรียนดนตรีบำบัดที่เยอรมนี ตอนที่รู้ตัวว่าอยากมาเรียนต่อที่เยอรมนีนั้นผมก็เริ่มเรียนภาษาเยอรมันที่เกอเธ่ก่อนช่วงปลายปี 2008 แต่เรียนได้สักพักก็ต้องหยุดเพราะช่วงนั้นทางบ้านยังไม่เห็นด้วยที่จะให้มาเรียนต่อ กว่าจะได้มาเยอรมันจริงๆ ก็ปลายเดือนกันยายน 2009 ผมยังจำความรู้สึกวันแรกที่กลับมาประเทศนี้อีกครั้งด้วยตัวคนเดียว ต้องถือว่าเป็นการเดินทางมาต่างประเทศเป็นครั้งแรกคนเดียวอีกด้วย ช่วงแรกผมต้องเรียนภาษาในโรงเรียนภาษาแห่งหนึ่งในเมือง Radolfzell เป็นชั้นเรียน Intensive เรียนจันทร์ถึงศุกร์ พอย้อนกลับมามองชีวิตตัวเองช่วงเรียนภาษาแล้วต้องบอกว่าเป็นช่วงที่สบายที่สุด เรียนเสร็จก็ไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนจัดให้คือเรียนไปเที่ยวไปนั่นแหล่ะ ระหว่างเรียนภาษาผมก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องเอกสาร ต้องหาที่ฝึกงานกับนักดนตรีบำบัดก่อนที่จะเริ่มเรียนด้วย ก็ได้น้าต้อมช่วยอีกและก็เป็นเรื่องบังเอิญเช่นกันที่เพื่อนน้าต้อมคนหนึ่งก็เป็นนักดนตรีบำบัด ผมก็เลยได้ไปฝึกงานกับเขาในบ้านพักผู้พิการ ระหว่างนั้นก็ได้ไปฝึกงานในศูนย์จิตเวชกับผู้ป่วยสูงอายุในระยะสั้นๆ

IMG_8722

หลังจากเรียนภาษาจบผมก็ได้เข้าเรียนต่อที่ SRH Hochschule Heidelberg เป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งที่ Heidelberg นี้ถือได้ว่าเป็นที่แรกของเยอรมนีที่เปิดหลักสูตรดนตรีบำบัดในระดับอุดมศึกษาที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีที่เมือง Hamburg ที่เปิดสอนดนตรีบำบัดเช่นกันแต่เป็นในลักษณะของใบประกาศศนียบัตรมากกว่า นอกจากนี้ที่ Heidelberg ยังเป็นที่เดียวที่เปิดสอนดนตรีบำบัดในระดับปริญญาตรีด้วย ในขณะที่เมืองอื่นๆ จะเป็นหลักสูตรปริญญาโทหรือเป็นการอบรมทางวิชาชีพ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องข้อจำกัดทางด้านกฎหมายทางวิชาชีพนักดนตรีบำบัดและเรื่องระบบการศึกษาของเยอรมนีที่นักดนตรีบำบัดนั้นยังไม่ใช่วิชาชีพที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับสาขาอาชีพอื่นๆ แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของที่ Heidelberg คือเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งค่าเรียนก็หนักพอสมควร ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่าที่นี่เขาเป็นเอกชน มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขารับเราเข้าเรียนแล้วแบบไม่ต้องวุ่นวายอะไรมาก (คงรู้เหตุผลนะครับเพราะอะไร T__T)

สาขาปริญญาโทหลักสูตรดนตรีบำบัดประยุกต์ที่ผมเรียนนี้จะเป็นการเรียนวิชาพื้นฐานทางด้านจิตวิทยาที่ครอบคลุมและจำเป็นต่อวิชาชีพซึ่งได้แก่ จิตวิทยาพื้นฐาน, จิตวิทยาการพัฒนาการ, โรคทางจิตเวช, สุขภาวะทางกาย จิต สังคม, หลักการสนทนากับคนไข้, การบำบัดกลุ่ม, การเล่นดนตรีในทางคลีนิก เป็นต้น ช่วงแรกของการเรียนโทนั้นผมยังคงมีปัญหาเรื่องภาษาอยู่บ้าง ก็ต้องอาศัยเครื่องอัดเสียงตลอด ถามเพื่อนบ้าง แล้วก็ไปอ่านเองเสียเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายคือเราพลาดโอกาสที่จะได้ซักถามอาจารย์ในเรื่องที่เราไม่เข้าใจ และโอกาสที่จะได้พูดคุยโต้เถียงกับเพื่อนร่วมชั้นในหัวข้อที่เรียนอยู่ การปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศในการเรียนก็เป็นปัญหาเช่นกัน เนื่องจากเราโตมาในสังคมที่คนเรียนอยู่ในฐานะเป็นผู้รับอย่างเดียว ไม่มีการกระตุ้นให้คิดตามและมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ไม่เคยถูกสอนมาให้เถียงประมาณนั้น แต่คนที่นี่เขาคิได้แบบในมุมที่เราคิดไม่ถึง ผมรู้สึกประหลาดใจกับทุกคำถามของเพื่อนคนเยอรมันของผมมากว่าเขาคิดแบบลึกซึ้งขนาดนั้นได้อย่างไร (แต่บางทีก็แอบคิดนะว่าทำไมมันต้องคิดมากอะไรขนาดนั้นด้วยเนี่ย)

หลังจากเรียนจบผมได้วีซ่าหางานมาปีครึ่ง กว่าจะหางานได้จริงๆ ก็ปาเข้าไป 9 เดือน ช่วงที่หางานอยู่เป็นช่วงที่ผมสับสนในตัวเองมากว่าเราควรกลับไทยหรือควรจะอยู่ต่อ ความตั้งใจแรกหลังจากเรียนจบคือผมอยากหาประสบการณ์การทำงานในฐานะนักดนตรีบำบัดที่นี่ก่อนสักพักเพราะคิดว่าการกลับไทยในฐานะนักศึกษาจบใหม่กับนักดนตรีบำบัดที่มีประสบการณ์มันย่อมสร้างความแตกต่างกันอย่างมาก หลังจากส่งใบสมัครไปหลายสิบที่ ผมก็ได้รับการตอบรับให้เข้าทำงานในคลีนิกเวชศาสตร์ฟื้นฟูทางกายและจิตแห่งหนึ่งในเมือง Gengenbach ที่คลินิกนี้แบ่งออกเป็น 3 แผนกแยกตามโรคคือแผนกผู้ป่วยโรคเจ็บปวด, แผนกผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคสะเทือนขวัญ (Trauma) อาการเครียดที่เกิดจากปัญหาในที่ทำงานและแผนก Komorbidität (คือการเกิดภาวะร่วมของอาการผิดปกติต่าง หรือจะแปลง่ายๆ ก็แปลว่าแผนกรวมโรคละกัน) ผมดูแลคนไข้ในแผนกโรคซึมเศร้าและแผนกรวมโรค โดยทำบำบัดในแบบกลุ่มและเดี่ยว คนไข้ที่นี่จะได้รับการรักษาในหลายๆ รูปแบบ แต่การรักษาหลักก็คือการรักษาในทางจิตบำบัดแบบกลุ่มและเดี่ยวโดยนักจิตบำบัด ร่วมกับการรักษาด้วยยาด้วยหมอแบบที่เราคุ้นเคย รวมไปถึงการรักษาทางเลือกในรูปแบบอื่นๆ เช่นกายภาพบำบัด กีฬา กลุ่มผ่อนคลาย การฝึกหายใจ กิจกรรมบำบัด การให้คำปรึกษาด้านต่างๆ ฯลฯ ดนตรีบำบัดก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนการรักษาที่นี่

2014-12-30 16.39.51

ขั้นตอนการบำบัดเริ่มจากการพูดคุยทำความรู้จักกับคนไข้ เพื่อดูว่าปัญหาและความต้องการของเขาคืออะไร หลังจากที่พูดคุยกันแล้วเราจะนำเอาปัญหาของคนไข้มาจัดกิจกรรมดนตรีคือให้คนไข้เล่นเครื่องดนตรีกับเราเพื่อให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของการรักษาในชั่วโมงนั้นๆ หลักจากนั้นก็จะเป็นการพูดคุยกันอีกทีหนึ่งเพื่อนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเล่นดนตรีมาขยายให้ชัดเจน ซึ่งบางครั้งคนไข้ก็สามารถเปลี่ยนมุมมองความคิดของตัวเองที่มีต่อปัญหา บางครั้งก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือการเล่นดนตรีก็ทำให้คนไข้รื้อฟื้นความทรงจำที่อาจจะลืมไปนานแล้วให้เกิดจำได้ขึ้นมาอีก ซึ่งผลของการเล่นดนตรีนี้จะแตกต่างไปตามบุคคล และเราไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเสน่ห์ของการทำดนตรีบำบัด คนไข้ 10 คนก็มีเหตุการณ์ต่างไป 10 อย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าผมเลือกทางเดินของตัวเองได้ถูกต้องแล้วและไม่เคยมีวันไหนเลยที่ผมต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ว่า “เรามาทำอะไรอยู่ตรงนี้”

จุดหมายที่ผมตั้งใจไว้เรื่องหนึ่งคือการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรีบำบัดในผู้ป่วยจิตเวชและอีกเรื่องคือการบุกเบิกสาขาวิชานี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม มีความเป็นสากลได้รับความยอมรับและในขณะเดียวกันก็มีเอกลักษณ์ของความเป็นดนตรีบำบัดในแบบที่เหมาะสมกับคนไทยและสังคมไทย เป้าหมายเหล่านี้อาจจะยังอยู่อีกไกลมีความลำบากและอาจจะยังมีอุปสรรคที่ท้าทายรออยู่อีกมากมาย หรือสุดท้ายแล้วผมอาจจะทำไม่สำเร็จเลยด้วยซ้ำ อาจจะกลับไทยแล้วไปทำอย่างอื่นก็ได้ แต่ในระหว่างทางที่ผมเดินไปสู่จุดหมายของผม ประสบการณ์ชีวิตที่ผมค่อยๆ สะสมไว้ อีกทั้งความทรงจำที่มีทั้งดีและไม่ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต่างหากที่เป็นหัวใจหลักของการเดินทางและเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ ที่สำคัญที่สุดคือผู้คนที่ร่วมเดินทางไปกับผม ผู้คนที่ผมพบเจอและรู้จักระหว่างทาง รวมทั้งคนที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือและอยู่ข้างหลังผมตลอดไม่ว่าผมจะเหนื่อยจนอยากจะหยุด ทุกครั้งที่ผมมองหันหลังไปจะเจอพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันสำคัญกว่าการบรรลุเป้าหมายของผมเสียอีก มันทำให้ได้รู้ว่าผมเป็นคนสำคัญสำหรับใคร ทำให้รู้ว่าถึงแม้หนทางมันจะไกลแต่ผมก็จะมีพวกเขาคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ หากวันหนึ่งผมเกิดเดินไปถึงเป้าหมายของผมจริงๆ ผมคงถือว่านั้นเป็นกำไรที่ไม่ใช่ของผมคนเดียว แต่เป็นของคนรุ่นหลังด้วยที่จะได้ใช้ฐานที่ผมและคนอื่นๆ ที่จะมาช่วยกันบุกเบิกอีกได้วางไว้เพื่อการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านดนตรีบำบัดสำหรับประเทศไทยหรือจะเอาไว้เรียนรู้ความผิดพลาดจากพวกผมก็ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินซ้ำรอยที่ผิดพลาดนั้นอีก

Advertisements

“ฟัง เล่น” กิจกรรมหลักของดนตรีบำบัด

ในการทำดนตรีบำบัดนั้นเราแยกกิจกรรมหลักๆ ได้เป็นสองประเภทคือการฟัง (receptive) และการเล่น (active) ซึ่งกิจกรรมทั้งสองอย่างก็จะมีหลักการรายละเอียดปลีกย่อยแยกออกไปอีกเยอะพอสมควร ไว้มีโอกาสจะค่อยๆ ทยอยเขียนรายละเอียดให้ได้อ่านกัน

2013-11-05 15.56.30

เริ่มที่การฟังกันก่อน 

กิจกรรมดนตรีบำบัดประเภท “ฟัง” ภาษาอังกฤษเรียกว่า recetipve music therapy เป็นรูปแบบดนตรีบำบัดที่ถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดและเวลาคนส่วนใหญ่คิดถึงดนตรีบำบัดก็จะนึกถึงการฟังเพลงกันก่อน แต่ทีนี้คนก็จะคิดก่อนเลยว่าคือการฟังเพลง เสียงนก เสียงไม้ เสียงน้ำไหล หรือพวก relaxing music ที่หน้าปกอัลบั้มชอบเป็นรูปท้องฟ้าหรือรูปทะเลอะไรพวกนั้น คือเพลงเพื่อการผ่อนคลายพวกนั้นที่จริงก็เป็นแค่ “เครื่องมือ” ของนักดนตรีบำบัดไว้ใช้เวลาทำงานเท่านั้น ตัวเพลงมันเองมันไม่ได้จัดว่าเป็นดนตรีเพื่อการบำบัด ใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนไม่เหมือนยาพาราฯ ไว้กินแก้ปวดหัว ถ้าคนที่ไม่รู้จักใช้ “เครื่องมือ” พวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่เราเปิดเพลงฟังในชีวิตประจำวัน แบบนี้ใครๆ ก็ทำได้ และการฟังในดนตรีบำบัดไม่จำกัดแค่ว่าเปิดเพลงจากแผ่น จาก mp3 หรือจากสื่อต่างๆ แค่นั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงการที่นักดนตรีบำบัดเล่นดนตรีให้คนไข้ฟังอีกด้วย เช่นการอิมโพรไวส์ เล่นเพลงที่คนไข้รู้จักอยู่แล้ว หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่าการทำ sound journey ด้วยเครื่องดนตรี่ชนิดต่างๆ เช่น monochord, singin bowl, oceandrum, rain maker, gong เป็นต้น เทคนิคหลักๆ ของกิจกรรมการฟังนี้คือ Bonna methode of guided imagery music therapy ซึ่งนักดนตรีบำบัดที่จะใช้วิธีการนี้ได้ต้องผ่านหลักสูตรอบรมเสียก่อน ไม่ใช่แค่มานั่งเรียนสองสามชั่วโมงแล้วร้อนวิชามาเปิดของตัวเอง จะโดนเจ้าของลิขสิทธ์เขาฟ้องได้นะ

การฟังในดนตรีบำบัดนั้นจัดว่าเป็นการฟังแบบมีจุดประสงค์และมีการควบคุมดูแลโดยนักดนตรีบำบัด จุดประสงค์โดยทั่วไปในการฟังเพลงในดนตรีบำบัดแบบง่ายที่สุดคือเพื่อการ “ผ่อนคลาย” ทีนี้หลายคนก็จะแย้งว่าแบบนี้ฟังเองอยู่บ้านก็ผ่อนคลายได้เหมือนกันจะต้องมาเสียเงินทำดนตรีบำบัดทำไม ขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า การผ่อนคลายในทางบำบัดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัด คือนักบำบัดไม่ได้แค่จะให้คนไข้นอนชิวๆ ฟังเพลงเสร็จแล้วกลับบ้าน แต่เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของคนไข้เองก่อนที่จะเจอกับกระบวนการบำบัดแบบหนักๆ ในขั้นต่อไป การทำแบบฝึกหัดเพื่อการผ่อนคลายนี่จะใช้กับคนที่เป็น Posttraumatic stress disorder, คนที่ปัญหาความเครียดสะสมจนนำไปสู่อาการเจ็บปวดต่างๆ ทางร่างกาย, ผู้ป่วย Anxeity หรือผู้ที่มีอาการที่เรียกว่า Burnout หรือพวกบ้างานทำงานหามรุ่งหามค่ำจนร่างกายและจิตใจอ่อนล้า นอกจากนี้กิจกรรมการฟังยังใช้มากในการทำงานใน Hospice และ Palliative care

นอกจากการฟังเพื่อการผ่อนคลายแล้ว เรายังใช้กิจกรรมการฟังเพลงเพื่อการแก้ปมทางจิตใจหรือปมปัญหาในอดีต การฟังประเภทนี้สำคัญมากที่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของนักดนตรีบำบัดเพราะต้องมีการใช้เทคนิคทางด้านจิตวิทยาและจิตบำบัดรูปแบบต่างๆ มาใช้กับคนไข้ เพื่อให้เขาค่อยๆ เปิดใจมองเห็นสาเหตุที่เป็นต้นตอของปัญหาของตัวเอง คือการฟังเพื่อจุดประสงค์แบบนี้นั้นบางทีคนไข้ฟังเพลงอยู่ดีๆ ก็จะร้องไห้ฟูมฟายออกมา หรือแบบหนักๆ หน่อยที่เคยเห็นตอนทำ gong trance คือคนไข้ก็จะเหมือนเพ้อๆ ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ถ้าเป็นคนไทยก็จะเรียกว่า “ผีเข้า” หรือ “เจ้าเข้า” อะไรประมาณนั้น

การทำ song analysis หรือการนั่งฟังเพลงแล้วพิจารณา วิเคราะห์เนื้อเพลงและความหมายไปด้วยก็ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่มีประโยชน์มากที่ช่วยให้คนไข้ได้เรียนรู้มุมมองใหม่ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเพลงต่างๆ

2014-11-22 08.53.28

ต่อมาที่การเล่น

กิจกรรมการเล่นดนตรีหรือเรียกแบบฝรั่งว่า active music therapy คือการให้คนไข้เล่นเครื่องดนตรีโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางดนตรีอะไรเลย เป็นลักษณะแบบ free improvisation แต่คำว่า improvisation หรือการอิมโพรไวส์ในที่นี้ก็ไม่ใช่แบบที่เรารู้จักกันแบบดนตรีแจ๊สอะไรแบบนั้นที่ยังอิงอยู่บนทฤษฎีดนตรีอยู่ การอิมโพรไวส์ในดนตรีบำบัดนี้ดูเผินๆ ก็อาจจะเป็นแค่การให้คนที่ไม่เคยเล่นเครื่องดนตรีอะไรมาก่อนมาเล่นดนตรีด้วยกันแล้วมันจะฟังเป็นเพลงได้ยังไง จุดประสงค์ของการ “เล่นดนตรี” ในทางบำบัดเราจะไม่คำนึงถึงความสวยงามความถูกต้องในทางไวยากรณ์ดนตรี ส่วนหนึ่งก็เพื่อไม่ให้คนไข้รู้สึกเหมือนถูกจับผิดหรือรู้สึกถูกกดดันด้วยความไม่รู้ของตัวเอง การใช้เครื่องดนตรีและองค์ประกอบพื้นฐานของดนตรีอันได้แก่ จังหวะ เสียง ทำนอง ระดับเสียงและรูปแบบ เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่เราใช้แทนภาษาพูด เพื่อให้คนไข้ได้เปิดมุมมองในอีกด้านเกี่ยวกับปัญหา ปมขัดแย้งของตัวเอง หรือแม้แต่การรับรู้ตัวตนในอีกมิติหนึ่ง จะพูดให้กระชับและเข้าใจง่ายก็คือ การใช้ดนตรีแทนภาษาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปของคนๆ นั้น ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยว่าเขาทำอะไรกันยังไงจะขอยกไว้เล่าทีหลัง ไม่งั้นบทความจะยาวเกินจนกลายเป็นสารานุกรมไปซะก่อน

สิ่งที่ทำให้การเล่นดนตรีในดนตรีบำบัดอีกอย่างที่ทำให้ต่างจากการเรียนดนตรีหรือการนั่งดีด ukulele ร้องเพลงเองอยู่ที่บ้านคือการเล่นดนตรีของดนตรีบำบัดไม่ได้ทำเพื่อการผ่อนคลายหรือเพื่อความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่านักดนตรีบำบัดต้องทำให้คนไข้รู้สึกสนุกและมีอารมณ์ร่วมในการเล่นดนตรีด้วยกัน แต่เป้าหมายเราไม่ได้อยู่แค่นั้น หลังจากที่เริ่มรู้สึกดีกับการเล่นดนตรีโดยที่ไม่ต้องมานั่งซ้อมแล้วถึงจะเป็นกระบวนการเริ่มการปรับเปลี่ยน ดัดแปลงพฤติกรรม ความคิดของคนไข้ให้คนไข้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันในแบบของเขาเองได้อย่างปกติ

2015-02-23 16.24.49

การแบ่งดนตรีบำบัดตามกิจกรรมการเล่นและฟังนั้นเป็นรูปแบบที่ใช้ทั่วไปในยุโรป ถ้าเป็นอเมริกาเขาจะนิยมแยกเป็น Approach มากกว่าว่าเป็นดนตรีบำบัดกับกลุ่มประชากรประเภทไหน อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบนะ ไม่ได้หมายความว่าของใครดีกว่าของใคร อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามลิงค์ข้างล่างครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Music_therapy

http://de.wikipedia.org/wiki/Musiktherapie

http://www.musictherapy.org/faq/

http://musiktherapie.de/index.php?id=18