กอด

“กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจซักที กอดกันเถอะคนดี สุขทุกนาทีที่ได้กอดกัน“ ผมเชื่อว่าคนใน Generation Y แบบผมหลายๆ คนคงรู้จักเพลง „กอด“ ของทีโบนแน่นอน (ใครเกิดไม่ทันก็ไปหาฟังกันเองนะ) และจะว่าไปคนเขียนเนื้อเพลงนี้ก็ไม่ได้เขียนเกินความจริงเลย เพราะเวลาที่เราได้กอดใครซักคน โดยเฉพาะคนที่เรารัก มันช่างอบอุ่นและรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนแบบไอ้ความไม่สบายใจ ความเหนื่อยล้ามันหายไปเลยนะ ซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดไปเองหรอกแต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ สาเหตุมาจากฮอร์โมนในสมองตัวหนึ่งที่ถูกหลั่งออกมาในช่วงที่เรากอดกัน ฮอร์โมนตัวนี้มีชื่อว่า „Oxytocin (อ๊อกซิโทซิน)“ หรือบางทีฝรั่งเขาก็เรียกว่า „Love Hormone หรือ Cuddle Hormone” ซึ่งไอ้เจ้าฮอร์โมนตัวนี้แหล่ะที่เป็นตัวการที่ทำให้เรารู้สึกดีและอบอุ่น เรามาทำความรู้จักกับเจ้าฮอร์โมนความรักหรือ “Oxytocin” กันก่อน Oxytocin เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วน Hypothalamus อย่างที่เขียนไว้ในตอนต้นว่าเจ้าฮอร์โมรนความรักนี้จะถูกกระตุ้นออกมาได้ด้วยการกอดหรือการสัมผัสทางร่างกายเช่น การจับมือ การลูบไล้ ส่วนจะสัมผัสกันแบบนุ่นนวล รุนแรงหรือจะพิศดารแบบไหนอันนี้ก็แล้วแต่ นอกจากจะถูกกระตุ้นด้วยการสัมผัสแล้ว Oxtocin ยังมีมากในคนที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังอยู่ในช่วงให้นมเจ้าตัวน้อยอยู่ นอกจากนี้เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ยังช่วยเพิ่มสัญชาตญาณความเป็นแม่ให้มากขึ้นอีกด้วยคือช่วยกระตุ้นให้คุณแม่อยากเลี้ยงเจ้าตัวเล็กเอง และที่ได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งรักก็เพราะ Oxytocin จะหลั่งออกมามากในช่วงที่เรากำลัง „บะ บะ โอ๊ บะ“  กันอยู่ มีทั้งในผู้ชายและผู้หญิงนะ แต่ผู้หญิงอาจจะเสียเปรียบหน่อยเพราะว่าเจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะสลายตัวไปช้ากว่าของผู้ชาย แล้วเดี๋ยวจะบอกให้ว่าเสียเปรียบกว่ายังไง แต่สำหรังคนโสดไร้คู่ไม่มีใครให้เดินจับมือหรือไม่มีคนเล่นผีผ้าห่มด้วยก็อย่าเพิ่งเสียใจไปว่าชีวิตนี้จะหาประโยชน์จากเจ้าฮอร์โมนตัวนี้ไม่ได้ มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการร้องเพลงในวงคอรัสหรือการเรียนร้องเพลงซัก 30…

ดนตรีกับการฝึกสติ

ตอนกลับไทยปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปกราบพระอาจารย์อจโรที่สำนักสงฆ์อนันทคีรี อ. เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ กับคุณพ่อผมแล้วก็พี่คิม รุ่นพี่ศิลปากรที่สนิทสนมกันและเป็นเจ้าของโรงแรม Forest Hill 2 (โรงแรมพี่แกพักสบายมาก ใครไปเที่ยวเขาค้อเชิญได้ครับ) พระอาจารย์ฯ เป็นคนออสเตรเลีย ที่มาบวชและจำวัดอยู่ไทยมาได้หลายปี พอไปถึงพี่คิมก็แนะนำตัวผมและพ่อผมกับพระอาจารย์ฯ เสร็จแล้วท่านก็พูดคุยทักทายอย่างเป็นกันเอง ผมก็เล่าให้ท่านฟังว่าผมเป็นนักดนตรีบำบัดทำงานอยู่ที่ไหนอะไรยังไงบ้าง ซักพักพี่คิมแกก็ถามว่า พี่คิม: “การใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสติแบบที่น้องหมูทำอยู่นี้ถือว่าเป็นไปตามหลักพุทธหรือเปล่าครับ” พระอาจารย์ฯ: “อืม..มันไม่ใช่ทางสายกลางนะ แต่ก็พอถือจะถือได้ว่าเป็นการช่วยให้คนเราจิตใจสงบ มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเพื่อให้พร้อมที่จะปฏิบัติธรรมได้” หลังจากนั้นผมก็เก็บคำพูดของพระอาจารย์ฯ มาคิดและทบทวนคำถามและข้อสงสัยที่ค้างคาใจผมมาตั้งแต่ครั้งผมเขียนวิทยานิพนธ์ตอนเรียนปริญญาโทเรื่อง „สติกับดนตรีบำบัด“ ว่าสุดท้ายแล้วการใช้ดนตรีเพื่อช่วยฝึกสตินั้นมีข้อจำกัดอยู่มาก เนื่องมาจากอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อการรับรู้และการทำงานของสมองมนุษย์ โดยในทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายว่าดนตรีมีผลทำให้เกิดภาวะ „Trance (ภวังค์)“ และภาวะ „ Flow (เพลิน)“ ซึ่งหากพิจารณาองค์ประกอบและลักษณะการเกิดภาวะทั้งสองแล้ว จะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับลักษณะของการ „มีสติ“ ชนิดที่อยู่กันคนละขั้ว แต่ก็มีหลายคนที่พยายามพัฒนาทฤษฎีมาใช้อธิบายลักษณะของ „Trance และ Flow” ให้มีลักษณะแบบเดียวกับสติ แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าที่ควร พอได้ยินคำพูดของพระอาจารย์ฯ นั้นทำให้ผมเริ่มคลายความสงสัยและช่วยตอบคำถามของผมได้หมด สุดท้ายแล้วเพราะดนตรีมันอยู่ในฝั่งที่หย่อนเกิน ทำให้จิตของผู้ฝึกนั้นติดอยู่กับความงามของเสียงเพลงและยังติดกับความสบายมากเกินไป ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่พบดนตรีในพระกรรมฐาน 40 กอง (กรรมฐาน 40 เป็นอุบายที่ใช้ในการฝึกจิตให้เกิดสมาธิตามหลักศาสนาพุทธ) แต่ทว่าหากเราจะมองข้ามประโยชน์ของดนตรีในแง่ที่ช่วยทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลายได้ในระดับหนึ่งก็คงจะเป็นการน่าเสียดายอยู่…