ป้าใหม่กับเปียโนหลังเก่า

เรื่องนี้เป็นการเขียนเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วโมงดนตรีบำบัดกับคนไข้จริงๆ จุดประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงกระบวนการทำดนตรีบำบัดเชิงจิตบำบัดกับผู้ป่วยประเภทต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งเพื่อเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการทำงานของนักดนตรีบำบัดในคลินิกแห่งหนึ่งให้คนทั่วไปได้เข้าใจถึงวิชาชีพนักดนตรีบำบัดได้ดีขึ้น ทั้งนี้ชื่อผู้ป่วยที่ใช้จะเป็นนามสมมุติเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ใดทั้งสิ้น

ป้าใหม่มีภาวะอาการโรคซึมเศร้า อายุประมาณช่วง 60 กลางๆ กำลังจะเข้าวัยเกษียณ แกทำงานเป็นพยาบาลอยู่ในบ้านพักคนพิการแห่งหนึ่ง ป้าเล่าให้ฟังว่าการทำงานเป็นพยาบาลต้องแข่งกับเวลา มีความกดดันสูงเพราะต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นและต้องอยู่กับความเครียด สาเหตุส่วนหนึ่งมากจากบุคคลากรทางด้านพยาบาลในประเทศเยอรมนีขาดแคลนเป็นอย่างมาก ป้าใหม่เล่าต่อไปว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาตัวป้าแกต้องพบกับความสูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิตไปถึง 2 คน คือสามีและเพื่อนสุดที่รักของแก สามีของป้าเสียชีวิตเพระาอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 2013 และเมื่อปีที่ผ่านมาเพื่อนสาวขาเมาท์สุดที่รักของแกป่วยเป็นโรคมะเร็งและจากแกไปอย่างกระทันหัน โดยที่แกเองก็พอจะเตรียมใจไว้บ้างแล้วหลังจากที่รู้ว่าเพื่อนแกป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพียงแต่การสูญเสียคนสำคัญในชีวิต 2 คนภายในเวลาสองปีดูจะเป็นเรื่องที่มากเกินกว่าที่แกจะทนรับได้ ผนวกกับภาวะความเครียดที่ต้องเผชิญในการทำงาน ทำให้ป้าใหม่มีลักษณะของคนเป็นโรคซึมเศร้าในระดับปานกลาง หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม แต่ยังไม่ถึงขนาดคิดอยากฆ่าตัวตาย รู้สึกเศร้าอยากร้องไห้อยู่ตลอดแต่แกก็ต้องเก็บกดเอาไว้เพราะไม่อยากให้คนอื่นเห็น

ในชั่วโมงแรกที่ผมเจอป้าใหม่ แกเล่าให้ฟังว่า แกได้รับของขวัญวันเกิดจากเพื่อนสนิทเป็นเปียโนหลังเก่าหลังหนึ่งที่ยังอยู่ในสภาพดี แกดีใจมากที่ได้รับเปียโนเป็นของขวัญเพราะตัวป้าเองมีความฝันตั้งแต่เล็กๆ แล้วว่าอยากจะเล่นเปียโนให้เป็น พอแกได้เปียโนแกก็ขยันไปหาครูมาสอน ซื้อโน้ตซื้อหนังสือมาเพื่อจะเล่นเปียโนให้ได้ อีกใจก็อยากจะเล่นเพลงโปรดของแกให้เพื่อนรักคนนี้ได้ฟัง แต่โชคชะตาก็ไม่ค่อยจะปราณีป้าใหม่นัก หลังจากได้เปียโนมาไม่กี่ปีเพื่อนแกคนนี้ก็มาจากไปด้วยโรคมะเร็ง ตั้งแต่เพื่อนคนนี้เสียไปป้าใหม่ไม่กล้าแตะต้องเปียโนหลังนั้นอีกเลย เพราะพอจะเล่นทีไรก็ก็จะเสียใจร้องไห้มากจนไม่สามารถเล่นต่อไปได้ แกเลยตั้งเปียโนตัวนี้ไว้ในห้องเก็บของให้ฝุ่นจับ นานๆ ทีถึงจะเปิดเข้าไปดูซักครั้งหนึ่งแต่ก็ยังไม่สามารถกลับไปเล่นเปียโนได้อีก ป้าใหม่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องกลับไปเล่นเปียโนอีกครั้งด้วยจิตใจที่เบิกบานแบบตอนเริ่มต้นให้ได้ ทั้งนี้เพื่อตัวแกเองและเพื่อเป็นของขวัญให้กับเพื่อนรักที่เสียไปด้วย

ชั่วโมงต่อมาของการบำบัด ป้าใหม่ยังคงมีอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด แกจะอ่อนไหวมากเวลาที่แกเล่าเรื่องเพื่อนของแกกับเปียโนที่ได้เป็นของวัญมา ผมเสนอที่จะเล่นดนตรีให้แกฟังก่อนเพื่อให้แกรู้สึกสงบลงบ้าง เครื่องดนตรีที่ใช้คือ Oceandrum กับ Calimba ผมลองเล่น Oceandrum ให้แกได้ใช้จินตนาการของแกเพื่อไม่ต้องหมกมุ่นอยู่แต่กับความเศร้ามากจนเกินไป หลังจากเล่นไปได้สักพักผมก็เสนอให้แกได้ลองเล่นเองบ้าง ป้าใหม่รับ Oceandrum ไปอย่างระมัดระวังพร้อมกับจ้องมองลูกเหล็กที่กำลังวิ่งชนกันไปมาอย่างตั้งใจ เสียง Oceandrum ที่ป้าใหม่เล่นออกมาหากหลับตาฟังก็คงจะมองเห็นเป็นภาพทะเลหัวหินในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจ คลื่นลบสงบ ปราศจากผู้คน ผมเล่น Calimba คลอไปพร้อมกับป้าใหม่ ท่าทีของแกเริ่มสงบลงเรื่อยๆ น้ำตาที่นองแก้มอยู่ก่อนหน้านี้ค่อยๆ แห้งหายไป เหลือไว้เพียงรอยยิ้มจางๆ กับสีหน้าที่ผ่อนคลายของแก หลังจากที่เล่นเสร็จเราพูดคุยกันเพื่อสอบถามสภาวะอารมณ์อีกครั้งหนึ่งซึ่งสิ่งที่ป้าใหม่บอกผมมันก็ช่างสอดคล้องกับภาพของทะเลคลื่นลมสงบที่ผมจิตนาการไว้

สองวันต่อมาป้าใหม่มาทำดนตรีบำบัดอีกครั้ง คราวนี้ป้าแกขอให้ผมเล่นเปียโนให้แกฟังบ้าง ซึ่งที่จริงเปียโนไม่ใช่เครื่องดนตรีหลักของผมแต่ผมมักจะใจอ่อนกับคนไข้เสมอ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งคือมันเป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้เพื่อเป็นจุดเชื่อมไปยังเป้าหมายในการบำบัดของป้าใหม่เองคือการกลับมาเล่นเปียโนได้อีกครั้ง ซึ่งป้าแกเอ่ยปากขอเรามาเอง ที่จริงเวลาเราทำบำบัดเนี่ยการสปอยล์คนไข้อย่างเดียวมันมักจะไม่ช่วยให้เกิดผลดีเท่าไหร่ ในทางตรงข้ามอาจจะส่งผลเสียต่อสัมพันธภาพในเชิงบำบัดด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ครั้งนี้ผมคิดว่ามันเข้าทาง ป้าใหม่แกขอมาผมจึงเต็มใจยินดีจัดให้แต่ก็ต้องมีข้อแม้นะว่าป้าต้องมาเล่นด้วยกันด้วย โดยที่ผมขอให้ป้าใหม่แกนั่งฟังผมเล่นอยู่ข้างๆ ก่อน โดยทั่วไปคนที่ไม่เคยเล่นเปียโนมาก่อนจะไม่ค่อยกล้าเล่นเปียโนเองเท่าไหร่เพราะกลัวว่ามันจะฟังแล้วปวดหูไม่เป็นเพลงซะมากกว่า นักดนตรีบำบัดมีหน้าที่ทำให้คนไข้มั่นใจว่าถึงเขาจะไม่เคยเล่นเปียโนมาก่อนแต่มันจะออกมาเพราะแน่ๆ วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักดนตรีบำบัดที่เล่นเปียโนไม่เก่งแต่ต้องเล่นให้เพราะเพื่อคนไข้ของเรา คือเราเล่นแค่คีย์ดำก่อน เพราะมันเป็น Pentatonic เล่นยังไงก็เพราะแน่ ถึงคนไข้จะไม่เคยเล่นเปียโนมาก่อนหรือถ้าตัวนักบำบัดเองขี้เกียจซ้อมเปียโน ก็ยังสามารถเล่นให้ออกมาน่าฟังได้

ผมเริ่มเล่นเปียโนบนคีย์ดำให้ป้าใหม่ได้ลองฟังก่อน พอเล่นไปได้สักพักจึงชวนแกเล่นบ้าง ตอนแรกป้าแกก็กล้าๆ กลัวๆ ใจหนึ่งก็ยังไม่แน่ใจตัวเองว่าจะรับมือกับความเศร้าที่จะถาโถมเข้ามาพร้อมกับเสียงเปียโนหรือเปล่าแต่อีกใจก็อยากจะลองดูสักตั้ง ผมเสนอให้แกลองเล่นไปพร้อมๆ กับผม แต่ให้แกแค่กดๆ จิ้มๆ โน้ตอยู่ตัวสองตัวแค่นั้น ป้าใหม่ค่อยๆ วางนิ้วลงบนคีย์ ลังเลอยู่สักพักก่อนที่โน้ตตัวแรกของแกจะเปล่งเสียงออกมา ผมสังเกตแกไปด้วยในขณะที่เล่น มือป้าใหม่สั่นเล็กน้อยในขณะที่กด สีหน้าของแกมีทั้งรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากในขณะที่ตาแกก็เริ่มจะมีน้ำคลอออกมาบ้าง ผมรีบควานหาโน้ต Tonic เพื่อที่จะจบการ Improvise โดยเร็วก่อนที่ป้าแกจะรับมือกับคลื่นความเศร้าที่เริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ ไม่ไหว หลังจากนั้นผมจึงพูดคุยกับแกว่าเป็นยังไงบ้าง แกรู้สึกได้ถึงความเศร้าที่มันขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจที่ได้เล่นเปียโนอีกครั้ง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ

หลังจากชั่วโมงนั้น ผมกับป้าใหม่เจอกันอีกหกครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งที่แกมาหาผม แกจะขอให้ผมเล่นเปียโนให้แกฟังตลอด ผมก็ใช้มุกเดิมเชิญให้แกมาเล่นด้วย ซึ่งแกก็กล้าเล่นได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากช่วงแรกที่แกจะรู้สึกเหมือนว่าความเศร้ามันขึ้นจุกอยู่ที่คอ ตอนนี้ป้าใหม่ไม่รู้สึกเศร้าอีกต่อไปแล้วเวลาเล่นเปียโน ตรงกันข้ามแกกลับรู้สึกมีความสุขและรู้สึกสนุกที่ได้กลับมาเล่นเปียโนอีกครั้ง แกยังบอกกับผมอีกว่าแกแอบไปซ้อมเปียโนในห้องประชุมมาด้วยตอนที่ไม่มีคนอยู่ แล้วแกยังรู้สึกตื่นแต้นที่จะได้กลับบ้านไปหาเปียโนหลังเก่าของแก แต่ความรู้สึกในตอนนี้ไม่ได้เศร้าเหมือนก่อนอีกแล้ว แต่กลับเห็นคุณค่าและความหมายของชีวิตมากขึ้น

ในกรณีของป้าใหม่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่พอดีว่าปมปัญหาและเป้าหมายในการรักษาของแกเหมาะกับการมาทำดนตรีบำบัดมาก สิ่งสำคัญที่ช่วยให้การทำบำบัดกับป้าใหม่ได้ผลเป็นอย่างดีคือการที่ผมกับป้าใหม่มีความสัมพันธ์ในเชิงบำบัดที่ดี เมื่อเราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนไข้ได้แล้วจะช่วยให้คนไข้รู้สึกอุ่นใจและพร้อมที่จะเดินไปกับเรา สำรวจและเรียนรู้จิตใจของตัวเองเพื่อความเข้าใจอดีตที่อาจจะไม่ค่อยสวยงามนัก ยอมรับและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนเรื่องเทคนิคที่ใช้จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญรองลงไป

การเล่นดนตรีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้อย่างไร

ตลอดเวลาสามปีที่ทำงานเป็นนักดนตรีบำบัดในคลินิก ผมได้พบเจอผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ มีตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงผู้อพยพ บางคนอัธยาศัยดี คุยกันง่าย บางคนปิดกั้นตัวเองไม่พร้อมที่จะรับอะไรใหม่ๆ บางคนดูๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เครียดกับงานแล้วหาเวลามาพักสมองบ้าง (ที่ไทยน่าจะมีให้ทำแบบนี้ได้บ้าง) บางคนมีปัญหามากซะจนคิดว่าผมช่วยเขาไม่ได้แน่ๆ ผู้คนเหล่านี้มาทำดนตรีบำบัดกับผมมากกว่า 70% เลือกที่จะเข้ากลุ่มฟังเพลง (receptive group) ไม่อยากจะเข้ากลุ่มเล่น (active group) กันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คิดว่าพราะตัวเองไม่เคยเล่นเครื่องดนตรีมาก่อน อยู่ดีๆ จะให้มาเล่นดนตรีโดยที่ไม่รู้อะไรเลยมันก็กระไรอยู่ มีไม่น้อยเหมือนกันที่กลัวว่าตัวเองจะปวดหูปวดหัวแน่ๆ ถ้าให้ไปทำอะไรแบบนั้น แถมอาจจะยิ่งทำให้สุขภาพจิตแย่กว่าเดิม มีหลายคนที่ผมกล่อมให้เขาเข้ากลุ่มเล่นได้สำเร็จและก็ได้รับคำขอบคุณภายหลังว่าเขาได้ประโยชน์จากการเข้ากลุ่มเล่นมากกว่าที่คิดไว้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาสามารถเล่นเพลงพร้อมโชว์คอนเสิร์ตได้หลังจากมารักษาตัวแล้วนะ แต่เป็นเพราะว่าการเล่นดนตรีมันทำให้เขารู้จักตัวเองและสามารถจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น

ทำไมเวลาเล่นดนตรีแล้วมันทำให้เรารู้จักตัวเองได้ยังไง? อันนี้ต้องบอกก่อนว่าการแล่นดนตรีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเล่นดนตรีแบบที่เรารู้จักกัน คือไม่ใช่แบบที่ให้เราไปเรียนตามโรงเรียนดนตรี มีครูดนตรีมาคอยบอกว่าต้องเล่นแบบนี้แบบนั้นนะ ให้เรานั่งซ้อมนั่งหัดตามโน้ต นั่งแกะเพลง หรือแบบเล่นกีตาร์ร้องเพลงกลางวงเหล้า ดีดกีตาร์ร้องเพลงหล่อๆ เวลาจีบสาว ไปร้องคาราโอเกะแบบนั้นก็ไม่ใช่เหมือนกัน การเล่นดนตรีในความหมายทางดนตรีบำบัดคือการเล่นที่มาจาก “ความไม่รู้” คือไม่รู้ว่าต้องเล่นยังไง ตีกลองต้องตีมือซ้ายก่อนหรือขวาก่อน จะเล่นเปียโนไอ้ที่เหยียบข้างล่างคืออะไร คีย์สีขาวสีดำมันต่างกันยังไง จะเล่นให้ตรงจังหวะต้องเล่นยังไง คือเรื่องพวกนี้คนที่มาทำดนตรีบำบัดไม่จำเป็นต้องรู้ (แต่แน่นอนว่านักดนตรีบำบัดต้องรู้ทุกอย่างนะ) เพราะการที่ยิ่งรู้มากกลับยิ่งทำให้การทำดนตรีบำบัดยากขึ้นไปอีก ถ้าคนไข้เป็นนักดนตรีอาชีพนี่ถือว่าเป็นเคสที่ยากพอสมควร แล้ว “ความไม่รู้” เนี่ยมันจะกลายมาเป็น “ความรู้” ได้ด้วยหรอ ก็ไหนบอกว่าดนตรีบำบัดเขาไม่ได้สอนให้เล่นดนตรีนี่แล้วจะไปรู้อะไรได้ยังไง?

นอกเรื่องก่อนนิดหนึ่งว่าปัจจุบันนี้การศึกษาทางจิตวิทยาพัฒนาไปไกลมากเกินทฤษฎีของฟรอย์ไปเยอะ ทฤษฎีหรือโมเดลในทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของคนเราก็มีอยู่หลายแนวแล้วแต่ว่าใครจะหยิบยกทฤษฎีของใครมาอ้างอิงเวลาการทำงาน อย่างที่คลินิกที่ผมทำงานอยู่นี่ใช้ทฤษฎีเรื่องความต้องการพื้นฐานทางจิตใจของมนุษย์ 4 ประการของ Grawe (Grawe, 2004)

  • The need for Attachment
  • The need for Control/Orientation
  • The need for Pleasure/Avoidance of Pain
  • The need for Self-Enhancement

ซึ่งถ้าความต้องการพื้นฐานทั้งสี่นี้ไม่ได้รับการตอบสนองหรืออาจจะมีการพัฒนาที่ไม่เหมาะสมนัก เช่นความต้องการเรื่องการควบคุมมีมากเกินไปและความพึงพอใจหรือความรู้สึกมีคุณค่าในตัวตนมีน้อยเกินไปก็จะทำให้คนๆ นั้นเสียสมดุลย์ถายใน การเสียสมดุลย์นี้จะแสดงออกมาในรูปแบบพฤติกรรมที่อาจจะไม่เหมาะสมนักเช่น หากมีความต้องการเรื่อง control และ ortientation มากเกินไปก็มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นพวก perfectionist มากกว่านั้นจะกลายเป็นพวกชอบย้ำคิดย้ำทำในระดับที่เรียกว่าเกินพอดี (ล้างมือเป็นสิบรอบ หรือก่อนออกจากบ้านต้องเช็คเตาแก๊สก่อนเป็นสิบยี่สิบรอบ) ซึ่งงานของนักบำบัดคือการทำให้สมดุยล์ของความต้องการทั้งสี่นี้กลับมาให้อยู่ในระดับที่พอๆ กันหรืออาจจะต้องปรับในส่วนที่ยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์นักให้มีการพัฒนาต่อไปในทางที่ดีขึ้น เช่น การหัดปล่อยวางกับตัวเองบ้างในบางเรื่อง หรือหัดให้มีความภูมิใจในตัวเองบ้าง รายละเอียดเรื่องนี้ผมแนะนำให้ลองหาหนังสือของ Klaus Grawe เรื่อง Neuropsychotherapy: How the neurosciences inform effective psychotherapy, 2006.

IMG_0651

กลับมาเรื่องการเล่นของเราต่อ แล้วไอ้ความต้องการทั้ง 4 อย่างข้างบนนี่มันจะเกี่ยวกับดนตรีบำบัดตรงไหน อันนี้หากจะให้ยกตัวอย่างในแต่ละหัวข้อ บทความนี้คงไม่จบง่ายๆ (แค่นี้ก็เกินแปดบรรทัดมาเยอะแล้วนะ) จะขอยกตัวอย่างกรณีคนไข้รายหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเล่นละกันกับหัวข้อเรื่อง The need for Self-Enhancement ขอเรียกเขาว่า “คุณตู่ นามสมมุติ” ละกันนะ คุณตู่นี่เป็นหญิงชาวเยอรมนี อายุ 63 ปี ก่อนหน้านี้ทำงานในบริษัททัวร์แต่มีปัญหากับเจ้านาย ถูกเจ้านายกดดันอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยได้รับคำชมเชย ไม่เคยถูกมองว่าทำอะไรได้ดี คุณตู่แกก็อยากจะกลับไปทำงานต่อแต่ด้วยอายุที่มากใกล้วัยเกษียณ แกอยากจะทนต่ออีกนิดแล้วจะเกษียณก่อนเวลา (ที่เยอรมนีอายุเกษียณงานคือ 65) คุณตู่มาพักรักษาตัวที่คลินิกด้วยอาการเสียงในหู (Tinnitus) และโรคซึมเศร้าระดับปานกลาง คุณตู่เป็นคนดูขี้อาย ออกจะค่อนไปทางขี้กลัวด้วยซ้ำ แกเป็นคนพูดเบา น้ำเสียงไม่หนักแน่น แกเล่าถึงปัญหาในที่ทำงาน คือแกไม่รู้จักขอบเขตของตัวเอง ใครใช้ให้ทำอะไรก็รับทำไปหมด ไม่ได้ดูว่าตัวเองจะเหนื่อยหรือเปล่า ไม่กล้าเถียงคนอื่น รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า คุณตู่ยังมีแม่อายุ 85 ที่ต้องคอยดูแลและแกเพิ่งคบกับหนุ่ม (เออหรือไม่หนุ่มแล้วมั้ง) คนใหม่ได้สามปีรักกำลังหวานแหวว คุณตู่มีลูกชายอยู่สามคนจากสามีคนเก่า ลูกแกก็โตๆ กันหมดแล้วแต่แกก็อดเป็นห่วงลูกตามประสาคนเป็นแม่ไม่ได้ คือยังปล่อยวางไม่ค่อยได้ หลังจากซักประวัติอธิบายวิธีการทำดนตรีบำบัดอะไรกันเสร็จผมก็แนะนำเครื่องดนตรีให้กับคุณตู่ ในตอนลองเนี่ยดูแกแบบกล้าๆ กลัวๆ หยิบนี่นิดจับนู่นหน่อยแล้วก็บอกว่าดีๆๆ ในใจผมคิดว่าแบบนี้ถ้าแกทำกลุ่มฟังอาจจะเหมาะกว่า พอท้ายชั่วโมงแกทำให้ผมแปลกใจตรงที่แกของลองเข้ากลุ่มเล่นเองเลย ทั้งๆ ที่ดูแกคงไม่กล้าลองอะไรใหม่ๆ แล้ว ในวันทำกลุ่มวันนั้นมีคนมาทั้งหมด 5 คนรวมผมด้วยเป็น 6 คุณตู่กับสมาชิกอีกสองคนเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม ส่วนสองคนที่เหลือเคยทำกลุ่มด้วยกันมาแล้ว ช่วงแรกคุณตู่ก็ยังดูเงียบๆ ไม่ได้เล่าเกี่ยวกับตัวเองอะไรมาก หลังจากให้สมาชิกใหม่แนะนำตัวและถามไถ่อารมณ์กันแล้ว ผมแนะนำให้กลุ่มเล่นดนตรีด้วยกันแบบ free play คือทุกคนมีอิสระที่จะเลือกเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ จะเปลี่ยนเครื่องตอนไหน จะหยุดเล่นเมื่อไหร่ยังไงก็ได้ ไม่มีการตกลงกันก่อนว่าต้องเล่นอะไรยังไง เพียงแค่ว่าเราจะเริ่มและจบดนตรีของเราด้วยความเงียบ

สมาชิกกลุ่มในวันนั้นเล่นเครื่องดนตรีตามนี้ Cajon, Bass Drum, Oceandrum, Monochord คุณตู่เลือก Metallophone ส่วนผมเล่น Bongo ทุกคนเล่นได้เข้ากันดีทั้ง percussion และ sound instrument แล้วตามความรู้สึกผมนะ ผมเล่นด้วยแล้วรู้สึกเพลิน ฟังแล้วชิวมาก แต่ในเพลงก็มี movement มี contrast เสียง Metalophone ของคุณตู่นี่เรียกได้ว่าเป็นตัวโซโล่ของกลุ่มเลยก็ว่าได้ เสียงของแกที่เล่นออกมาจาก metallophone มีพลัง มีความมั่นใจมากทั้งๆ ที่เวลาแกคุยกับใครแล้วแกจะดูเป็นคนละคนไปในทันที เพลงของเราจบลงหลังจากเล่นไปได้เกือบสิบห้านาที หลังจากเพลงจบเราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าใครรู้สึกอะไรยังไงบ้าง คุณตู่เริ่มกล้าพูดมากขึ้น แกบอกว่าแกพยายามเล่นให้เบาๆ เพราะไม่อยากไปรบกวนคนอื่น แกได้รับ feed back ที่ดีจากกลุ่มโดยที่ตัวแกคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นตัวเด่นของรอบนี้ ทำให้คุณตู่เริ่มมีความมั่นใจและกล้าเล่าเรื่องของตัวเองมากกขึ้น แกเล่าว่าสามีเก่าของแกเป็นคนที่เรียกว่าใหญ่ที่สุดในบ้าน แกไม่สามารถจะไปมีปากเสียงอะไรกับสามีตัวเองได้ คือสามีแกสั่งอะไรแกก็ต้องทำเพราะไม่อยากทะเลาะกัน มากเข้าๆ ก็ทำให้แกเป็นคนไม่กล้าหือกล้าอือ แต่พื้นฐานคุณตู่เองไม่ได้เป็นคนยอมคนอยู่แล้ว แกเล่าว่าก่อนหน้านั้นแกไม่เคยเป็นแบบนั้น แต่จากปัญหาในชีวิตคู่บวกกับปัญหาในที่ทำงานทำให้แกเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ คุณตู่บอกว่าจะลองพยายามทำตัวกลับไปเป็นแบบเดิมแต่จะทำได้หรือเปล่านี่ตัวแกเองตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ในครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเป็นการฟังเพลง คราวนี้ผมเล่นเปียโนให้กลุ่มฟัง หลังจากที่ฟังเสร็จคุณตู่ร้องไห้ บอกว่าความทรงจำในวัยเด็กมันผุดขึ้นมาในหัว แกบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่เรื่องดีๆ ในอดีตมันยังไม่หายไปไหน คุณตู่ดูผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากนั้นแต่ก็ดูครุ่นคิดมากขึ้นด้วย

การเล่นจาก “ความไม่รู้” นี้จริงๆ มันก็ออกมาจากจิตใต้สำนึกของเราส่วนหนึ่ง เป็นรูปแบบพฤติกรรมของเราเองที่ช่วยให้เรารู้แนวโน้มว่าเราจะตอบสนองต่อเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์อย่างไร จากกรณีตัวอย่างของคุณตู่นี่เห็นได้ชัดว่าความมีคุณค่าในตนเองนั้นได้ถูกบั่นทอนมาทีละเล็กทีละน้อยจากเหตุการณ์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันแต่ความมีคุณค่าในตัวเองของแกไม่ได้หายไปไหนเพียงแต่ถูกกดทับไว้การเล่นดนตรีในกรณีของคุณตู่นั้นทำให้คุณตู่กลับมา “ได้ยิน” ความเข้มแข็ง ความมั่นใจของตัวเองอีกครั้งบวกกับภาพความทรงจำในวัยเด็กที่ย้อนกลับมา ซึ่งกรณีคุณตู่นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วโมงแรกของการทำกลุ่มแค่นั้น ผมจะได้เจอคุณตู่อีกแค่ครั้งเดียวก่อนที่ผมจะหนีไปพักร้อนในอาทิตย์ถัดไป ส่วนแกจะเปลี่ยนตัวเองไปได้มากน้อยแค่ไหนก็คงต้องดูกันต่อไป ผมคงได้แต่อวยพรให้แกได้บรรลุเป้าหมายในการมารักษาตัวครั้งนี้

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่พอชี้ให้เห็นว่าการเล่นดนตรีบำบัดช่วยให้เราแสดงตัวตนที่แท้จริงของเราออกมาได้อย่างไร การเล่นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัด หลังจากเล่นแล้วการพูดคุยเป็นอีกกระบวนการที่สำคัญที่จะช่วยให้เอาเสียงที่เป็นนามธรรมมาขยายความ ทำให้ชัดเจนด้วยภาษาพูดอีกทีหนึ่ง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะแยกจากกันไม่ได้ในการทำดนตรีบำบัดเชิงจิตบำบัด ซึ่งกระบวนการทั้ง verbale และ non-verbale นี้เองที่ทำให้การเล่นในดนตรีบำบัดต่างจากการเล่นดนตรีทั่วๆ ไป