การเล่นดนตรีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้อย่างไร

ตลอดเวลาสามปีที่ทำงานเป็นนักดนตรีบำบัดในคลินิก ผมได้พบเจอผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ มีตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงผู้อพยพ บางคนอัธยาศัยดี คุยกันง่าย บางคนปิดกั้นตัวเองไม่พร้อมที่จะรับอะไรใหม่ๆ บางคนดูๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เครียดกับงานแล้วหาเวลามาพักสมองบ้าง (ที่ไทยน่าจะมีให้ทำแบบนี้ได้บ้าง) บางคนมีปัญหามากซะจนคิดว่าผมช่วยเขาไม่ได้แน่ๆ ผู้คนเหล่านี้มาทำดนตรีบำบัดกับผมมากกว่า 70% เลือกที่จะเข้ากลุ่มฟังเพลง (receptive group) ไม่อยากจะเข้ากลุ่มเล่น (active group) กันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คิดว่าพราะตัวเองไม่เคยเล่นเครื่องดนตรีมาก่อน อยู่ดีๆ จะให้มาเล่นดนตรีโดยที่ไม่รู้อะไรเลยมันก็กระไรอยู่ มีไม่น้อยเหมือนกันที่กลัวว่าตัวเองจะปวดหูปวดหัวแน่ๆ ถ้าให้ไปทำอะไรแบบนั้น แถมอาจจะยิ่งทำให้สุขภาพจิตแย่กว่าเดิม มีหลายคนที่ผมกล่อมให้เขาเข้ากลุ่มเล่นได้สำเร็จและก็ได้รับคำขอบคุณภายหลังว่าเขาได้ประโยชน์จากการเข้ากลุ่มเล่นมากกว่าที่คิดไว้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาสามารถเล่นเพลงพร้อมโชว์คอนเสิร์ตได้หลังจากมารักษาตัวแล้วนะ แต่เป็นเพราะว่าการเล่นดนตรีมันทำให้เขารู้จักตัวเองและสามารถจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น

ทำไมเวลาเล่นดนตรีแล้วมันทำให้เรารู้จักตัวเองได้ยังไง? อันนี้ต้องบอกก่อนว่าการแล่นดนตรีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเล่นดนตรีแบบที่เรารู้จักกัน คือไม่ใช่แบบที่ให้เราไปเรียนตามโรงเรียนดนตรี มีครูดนตรีมาคอยบอกว่าต้องเล่นแบบนี้แบบนั้นนะ ให้เรานั่งซ้อมนั่งหัดตามโน้ต นั่งแกะเพลง หรือแบบเล่นกีตาร์ร้องเพลงกลางวงเหล้า ดีดกีตาร์ร้องเพลงหล่อๆ เวลาจีบสาว ไปร้องคาราโอเกะแบบนั้นก็ไม่ใช่เหมือนกัน การเล่นดนตรีในความหมายทางดนตรีบำบัดคือการเล่นที่มาจาก “ความไม่รู้” คือไม่รู้ว่าต้องเล่นยังไง ตีกลองต้องตีมือซ้ายก่อนหรือขวาก่อน จะเล่นเปียโนไอ้ที่เหยียบข้างล่างคืออะไร คีย์สีขาวสีดำมันต่างกันยังไง จะเล่นให้ตรงจังหวะต้องเล่นยังไง คือเรื่องพวกนี้คนที่มาทำดนตรีบำบัดไม่จำเป็นต้องรู้ (แต่แน่นอนว่านักดนตรีบำบัดต้องรู้ทุกอย่างนะ) เพราะการที่ยิ่งรู้มากกลับยิ่งทำให้การทำดนตรีบำบัดยากขึ้นไปอีก ถ้าคนไข้เป็นนักดนตรีอาชีพนี่ถือว่าเป็นเคสที่ยากพอสมควร แล้ว “ความไม่รู้” เนี่ยมันจะกลายมาเป็น “ความรู้” ได้ด้วยหรอ ก็ไหนบอกว่าดนตรีบำบัดเขาไม่ได้สอนให้เล่นดนตรีนี่แล้วจะไปรู้อะไรได้ยังไง?

นอกเรื่องก่อนนิดหนึ่งว่าปัจจุบันนี้การศึกษาทางจิตวิทยาพัฒนาไปไกลมากเกินทฤษฎีของฟรอย์ไปเยอะ ทฤษฎีหรือโมเดลในทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของคนเราก็มีอยู่หลายแนวแล้วแต่ว่าใครจะหยิบยกทฤษฎีของใครมาอ้างอิงเวลาการทำงาน อย่างที่คลินิกที่ผมทำงานอยู่นี่ใช้ทฤษฎีเรื่องความต้องการพื้นฐานทางจิตใจของมนุษย์ 4 ประการของ Grawe (Grawe, 2004)

  • The need for Attachment
  • The need for Control/Orientation
  • The need for Pleasure/Avoidance of Pain
  • The need for Self-Enhancement

ซึ่งถ้าความต้องการพื้นฐานทั้งสี่นี้ไม่ได้รับการตอบสนองหรืออาจจะมีการพัฒนาที่ไม่เหมาะสมนัก เช่นความต้องการเรื่องการควบคุมมีมากเกินไปและความพึงพอใจหรือความรู้สึกมีคุณค่าในตัวตนมีน้อยเกินไปก็จะทำให้คนๆ นั้นเสียสมดุลย์ถายใน การเสียสมดุลย์นี้จะแสดงออกมาในรูปแบบพฤติกรรมที่อาจจะไม่เหมาะสมนักเช่น หากมีความต้องการเรื่อง control และ ortientation มากเกินไปก็มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นพวก perfectionist มากกว่านั้นจะกลายเป็นพวกชอบย้ำคิดย้ำทำในระดับที่เรียกว่าเกินพอดี (ล้างมือเป็นสิบรอบ หรือก่อนออกจากบ้านต้องเช็คเตาแก๊สก่อนเป็นสิบยี่สิบรอบ) ซึ่งงานของนักบำบัดคือการทำให้สมดุยล์ของความต้องการทั้งสี่นี้กลับมาให้อยู่ในระดับที่พอๆ กันหรืออาจจะต้องปรับในส่วนที่ยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์นักให้มีการพัฒนาต่อไปในทางที่ดีขึ้น เช่น การหัดปล่อยวางกับตัวเองบ้างในบางเรื่อง หรือหัดให้มีความภูมิใจในตัวเองบ้าง รายละเอียดเรื่องนี้ผมแนะนำให้ลองหาหนังสือของ Klaus Grawe เรื่อง Neuropsychotherapy: How the neurosciences inform effective psychotherapy, 2006.

IMG_0651

กลับมาเรื่องการเล่นของเราต่อ แล้วไอ้ความต้องการทั้ง 4 อย่างข้างบนนี่มันจะเกี่ยวกับดนตรีบำบัดตรงไหน อันนี้หากจะให้ยกตัวอย่างในแต่ละหัวข้อ บทความนี้คงไม่จบง่ายๆ (แค่นี้ก็เกินแปดบรรทัดมาเยอะแล้วนะ) จะขอยกตัวอย่างกรณีคนไข้รายหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเล่นละกันกับหัวข้อเรื่อง The need for Self-Enhancement ขอเรียกเขาว่า “คุณตู่ นามสมมุติ” ละกันนะ คุณตู่นี่เป็นหญิงชาวเยอรมนี อายุ 63 ปี ก่อนหน้านี้ทำงานในบริษัททัวร์แต่มีปัญหากับเจ้านาย ถูกเจ้านายกดดันอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยได้รับคำชมเชย ไม่เคยถูกมองว่าทำอะไรได้ดี คุณตู่แกก็อยากจะกลับไปทำงานต่อแต่ด้วยอายุที่มากใกล้วัยเกษียณ แกอยากจะทนต่ออีกนิดแล้วจะเกษียณก่อนเวลา (ที่เยอรมนีอายุเกษียณงานคือ 65) คุณตู่มาพักรักษาตัวที่คลินิกด้วยอาการเสียงในหู (Tinnitus) และโรคซึมเศร้าระดับปานกลาง คุณตู่เป็นคนดูขี้อาย ออกจะค่อนไปทางขี้กลัวด้วยซ้ำ แกเป็นคนพูดเบา น้ำเสียงไม่หนักแน่น แกเล่าถึงปัญหาในที่ทำงาน คือแกไม่รู้จักขอบเขตของตัวเอง ใครใช้ให้ทำอะไรก็รับทำไปหมด ไม่ได้ดูว่าตัวเองจะเหนื่อยหรือเปล่า ไม่กล้าเถียงคนอื่น รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า คุณตู่ยังมีแม่อายุ 85 ที่ต้องคอยดูแลและแกเพิ่งคบกับหนุ่ม (เออหรือไม่หนุ่มแล้วมั้ง) คนใหม่ได้สามปีรักกำลังหวานแหวว คุณตู่มีลูกชายอยู่สามคนจากสามีคนเก่า ลูกแกก็โตๆ กันหมดแล้วแต่แกก็อดเป็นห่วงลูกตามประสาคนเป็นแม่ไม่ได้ คือยังปล่อยวางไม่ค่อยได้ หลังจากซักประวัติอธิบายวิธีการทำดนตรีบำบัดอะไรกันเสร็จผมก็แนะนำเครื่องดนตรีให้กับคุณตู่ ในตอนลองเนี่ยดูแกแบบกล้าๆ กลัวๆ หยิบนี่นิดจับนู่นหน่อยแล้วก็บอกว่าดีๆๆ ในใจผมคิดว่าแบบนี้ถ้าแกทำกลุ่มฟังอาจจะเหมาะกว่า พอท้ายชั่วโมงแกทำให้ผมแปลกใจตรงที่แกของลองเข้ากลุ่มเล่นเองเลย ทั้งๆ ที่ดูแกคงไม่กล้าลองอะไรใหม่ๆ แล้ว ในวันทำกลุ่มวันนั้นมีคนมาทั้งหมด 5 คนรวมผมด้วยเป็น 6 คุณตู่กับสมาชิกอีกสองคนเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม ส่วนสองคนที่เหลือเคยทำกลุ่มด้วยกันมาแล้ว ช่วงแรกคุณตู่ก็ยังดูเงียบๆ ไม่ได้เล่าเกี่ยวกับตัวเองอะไรมาก หลังจากให้สมาชิกใหม่แนะนำตัวและถามไถ่อารมณ์กันแล้ว ผมแนะนำให้กลุ่มเล่นดนตรีด้วยกันแบบ free play คือทุกคนมีอิสระที่จะเลือกเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ จะเปลี่ยนเครื่องตอนไหน จะหยุดเล่นเมื่อไหร่ยังไงก็ได้ ไม่มีการตกลงกันก่อนว่าต้องเล่นอะไรยังไง เพียงแค่ว่าเราจะเริ่มและจบดนตรีของเราด้วยความเงียบ

สมาชิกกลุ่มในวันนั้นเล่นเครื่องดนตรีตามนี้ Cajon, Bass Drum, Oceandrum, Monochord คุณตู่เลือก Metallophone ส่วนผมเล่น Bongo ทุกคนเล่นได้เข้ากันดีทั้ง percussion และ sound instrument แล้วตามความรู้สึกผมนะ ผมเล่นด้วยแล้วรู้สึกเพลิน ฟังแล้วชิวมาก แต่ในเพลงก็มี movement มี contrast เสียง Metalophone ของคุณตู่นี่เรียกได้ว่าเป็นตัวโซโล่ของกลุ่มเลยก็ว่าได้ เสียงของแกที่เล่นออกมาจาก metallophone มีพลัง มีความมั่นใจมากทั้งๆ ที่เวลาแกคุยกับใครแล้วแกจะดูเป็นคนละคนไปในทันที เพลงของเราจบลงหลังจากเล่นไปได้เกือบสิบห้านาที หลังจากเพลงจบเราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าใครรู้สึกอะไรยังไงบ้าง คุณตู่เริ่มกล้าพูดมากขึ้น แกบอกว่าแกพยายามเล่นให้เบาๆ เพราะไม่อยากไปรบกวนคนอื่น แกได้รับ feed back ที่ดีจากกลุ่มโดยที่ตัวแกคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นตัวเด่นของรอบนี้ ทำให้คุณตู่เริ่มมีความมั่นใจและกล้าเล่าเรื่องของตัวเองมากกขึ้น แกเล่าว่าสามีเก่าของแกเป็นคนที่เรียกว่าใหญ่ที่สุดในบ้าน แกไม่สามารถจะไปมีปากเสียงอะไรกับสามีตัวเองได้ คือสามีแกสั่งอะไรแกก็ต้องทำเพราะไม่อยากทะเลาะกัน มากเข้าๆ ก็ทำให้แกเป็นคนไม่กล้าหือกล้าอือ แต่พื้นฐานคุณตู่เองไม่ได้เป็นคนยอมคนอยู่แล้ว แกเล่าว่าก่อนหน้านั้นแกไม่เคยเป็นแบบนั้น แต่จากปัญหาในชีวิตคู่บวกกับปัญหาในที่ทำงานทำให้แกเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ คุณตู่บอกว่าจะลองพยายามทำตัวกลับไปเป็นแบบเดิมแต่จะทำได้หรือเปล่านี่ตัวแกเองตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ในครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเป็นการฟังเพลง คราวนี้ผมเล่นเปียโนให้กลุ่มฟัง หลังจากที่ฟังเสร็จคุณตู่ร้องไห้ บอกว่าความทรงจำในวัยเด็กมันผุดขึ้นมาในหัว แกบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่เรื่องดีๆ ในอดีตมันยังไม่หายไปไหน คุณตู่ดูผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากนั้นแต่ก็ดูครุ่นคิดมากขึ้นด้วย

การเล่นจาก “ความไม่รู้” นี้จริงๆ มันก็ออกมาจากจิตใต้สำนึกของเราส่วนหนึ่ง เป็นรูปแบบพฤติกรรมของเราเองที่ช่วยให้เรารู้แนวโน้มว่าเราจะตอบสนองต่อเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์อย่างไร จากกรณีตัวอย่างของคุณตู่นี่เห็นได้ชัดว่าความมีคุณค่าในตนเองนั้นได้ถูกบั่นทอนมาทีละเล็กทีละน้อยจากเหตุการณ์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันแต่ความมีคุณค่าในตัวเองของแกไม่ได้หายไปไหนเพียงแต่ถูกกดทับไว้การเล่นดนตรีในกรณีของคุณตู่นั้นทำให้คุณตู่กลับมา “ได้ยิน” ความเข้มแข็ง ความมั่นใจของตัวเองอีกครั้งบวกกับภาพความทรงจำในวัยเด็กที่ย้อนกลับมา ซึ่งกรณีคุณตู่นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วโมงแรกของการทำกลุ่มแค่นั้น ผมจะได้เจอคุณตู่อีกแค่ครั้งเดียวก่อนที่ผมจะหนีไปพักร้อนในอาทิตย์ถัดไป ส่วนแกจะเปลี่ยนตัวเองไปได้มากน้อยแค่ไหนก็คงต้องดูกันต่อไป ผมคงได้แต่อวยพรให้แกได้บรรลุเป้าหมายในการมารักษาตัวครั้งนี้

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่พอชี้ให้เห็นว่าการเล่นดนตรีบำบัดช่วยให้เราแสดงตัวตนที่แท้จริงของเราออกมาได้อย่างไร การเล่นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัด หลังจากเล่นแล้วการพูดคุยเป็นอีกกระบวนการที่สำคัญที่จะช่วยให้เอาเสียงที่เป็นนามธรรมมาขยายความ ทำให้ชัดเจนด้วยภาษาพูดอีกทีหนึ่ง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะแยกจากกันไม่ได้ในการทำดนตรีบำบัดเชิงจิตบำบัด ซึ่งกระบวนการทั้ง verbale และ non-verbale นี้เองที่ทำให้การเล่นในดนตรีบำบัดต่างจากการเล่นดนตรีทั่วๆ ไป

 

Advertisements

One Comment Add yours

  1. ขอชื่นชมค่ะ เขียนดีและอ่านเข้าใจง่าย ….รออ่านบทต่อไปนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s