สติ สมาธิและดนตรี ตอนที่ 1

“ดนตรี มีทั้งเสริม และกดทับกิเลส อย่าตกหลุม
พรางของมัน แม้แต่การสวดร้อง ท่องมนต์”
(ศาสนา ดนตรี กวี ศิลปะ, ท่านพุทธทาสภิกขุ 2547)

ถ้าจะพูดกันตามความรู้สึกของคนไทยอย่างเรา ๆ แล้ว ดนตรีกับศาสนาพุทธ ฟังดูอาจจะขัดกันอยู่เสียหน่อย การฟังดนตรีนั้นยังถือเป็นสิ่งที่ต้องงดเว้น และยังถือเป็นข้อห้ามปฏิบัติในศีล 8 และศีล 10 อีกด้วยดังคำสมาทานศีลที่ว่า 

“นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการพูด ฟัง ฟ้อนรำ ขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และดูการเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล“ 

หากเป็นมุมมองจากทางตะวันตกนั้น ดนตรีเองก็เป็นเสมือนเครื่องมือหนึ่งในทางศาสนาที่มีไว้ เพื่อการเข้าถึงพระเจ้า แต่ในทางศาสนาพุทธนั้น ดนตรีกลับไม่มีบทบาทสำคัญ และไม่ถูกกล่าวถึงมากนักในพุทธประวัติ จะมีก็เพียงการอุปมาเปรียบเปรยเป็นปริศนาธรรมเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างสายพิณกับการปฏิบัติในทางสายกลาง คือไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป 

ในยุคปัจจุบันแนวคิดทางพุทธศาสนาถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคทางจิตตามแบบตะวันตกมีการนำการฝึกสติและการฝึกสมาธิเข้ามาเป็นแนวคิดพื้นฐานในการช่วยบำบัดรักษาอาการผิดปกติทางจิตใจในด้านต่าง ๆ เพื่อให้คนไข้มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึกหรือแม้กระทั่งกลไกทางจิตใต้สำนึกของตัวเอง ซึ่งบ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย หรือเกิดเป็นอาการผิดปกติทางจิตใจขึ้นมา ซึ่งจะค่อย ๆ สะสมและเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยโดยที่เราไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น แนวทางการรักษาโดยเน้นที่การฝึกสตินั้นได้แก่ mindfulness-based stress reduction เพื่อลดความเครียดของ Kabatt-Zinn; mindfulness-based cognitve therapy กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าของ Segal, Wiliams และ Teasdale; dialectical behavioral therapy กับผู้ป่วย Borderline ของ Linehan กิจกรรมหลัก ๆ ที่ถูกนำมาใช้ จะเป็นการฝึกสติในรูปแบบต่าง ๆ ที่คนไข้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เองในชีวิตประจำวันเช่น การฝึกการกินแบบมีสติ, การเดินจงกรม, การนั่งสมาธิ หรือ การฝึกสติด้วยการมองหรือการฟังเป็นต้น จุดประสงค์หลักของการฝึกสติในทางคลินิกนั้น เป็นการมุ่งเน้นให้คนไข้เกิดการเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนทัศนคติและเปิดใจยอมรับกับสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็น โดยพยายามลดการคาดหวัง หรือการตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือที่ในทางพุทธเราเรียกว่า เป็นการลดอคติและอวิชชาให้เหลือน้อยลง จนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไปได้

ย้อนกลับมาดูความหมายของคำว่า สติและสมาธิ กันดูบ้าง เราคนไทยคงจะคุ้นเคยกับความหมายของสองคำนี้เป็นอย่างดี 

สติ หมายถึง “ความระลึกได้, นึกได้, ความไม่เผลอ, การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง จำการที่ทำและคำที่พูดแล้ว แม้นานได้ (ป.อ.ปยุตโต)” 

ในทางตะวันตกนั้น ให้ความหมายของคำว่า สติ แตกต่างกันไปตามความคิดเห็นของนักวิชาการแต่ละท่าน โดยอ้างอิงจากความหมายของ สติ จากพระไตรปิฎกทั้งจากเถรวาท มหายาน และ วัชรยาน แต่โดยรวมแล้ว สติ จากมุมมองของชาวตะวันตกจะคล้ายคลึงกับที่เราชาวพุทธทั่วไปเข้าใจกัน แต่กระนั้นก็ได้เพิ่มเติมในคำอธิบายไว้ว่า การมีสตินอกจากจะเป็นการรู้ตัว ความระลึก ความไม่เผลอแล้ว ยังเป็นการไม่มีอคติ หรือการไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เราทำอยู่ หรือเป็นอยู่นั้นดีหรือไม่ดี นอกจากนี้ สติ ยังเป็นสภาวะทางจิตขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่สามารถพัฒนาได้ ลักษณะของการไม่มีสตินั้น อาจจะเปรียบเทียบได้กับสภาวะ Auto-Pilot (นักบินอัตโนมัติ) คือเราปล่อยให้ร่างกายเราทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ใช้จิตเราควบคุม ตัวอย่างที่เราสามารถพบเห็นได้บ่อย ๆ เช่น การเดินขึ้นบันได บ่อยครั้งที่เวลาเราเดินขึ้นบันได เราก็มักจะคิดถึงเรื่องอื่น เช่นว่า วันนี้เย็นจะกินอะไรดี สมุดบัญชีเล่มนั้นฉันไปวางไว้ตรงไหนนะ คิดถึงคนรัก คิดถึงการประชุมอีกสองชั่วโมงข้างหน้า โดยที่เราปล่อยให้ร่างกายเรา เดินขึ้นบันไดไปแบบอัตโนมัติ การมีสติคือ การรู้ตัวในทุกย่างก้าวที่เรากำลังเดินขึ้นบันได โดยที่ไม่ได้เผลอคิดไปถึงเรื่องอื่น หรือไม่ได้คิดว่า การเดินขึ้นบันไดนี้มันช่างน่าเบื่อ หรือมันช่างเหนื่อยเหลือเกิน แบบนี้ เป็นต้น

ส่วนคำว่า สมาธิ ในทางพุทธนั้นหมายถึง “ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำให้ใจสงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่านการมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ (ป.อ.ปยุตโต)” ทางตะวันตก จะมองว่าสภาวะของจิตที่เป็นสมาธินั้นเป็นลักษณะหนึ่งของ ภาวะของจิตที่อยู่ในภวังค์ (Trance) คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านการรับรู้ของจิตในด้านต่าง ๆ เช่น เวลา พื้นที่ ความรู้สึก เป็นต้น สภาวะภวังค์ นี้อาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การถูกสะกดจิต การฟังเพลง การนั่งสมาธิ หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์เองก็ตาม ทั้งนี้ภาวะภวังค์ที่เกิดจากสิ่งเร้าที่ต่างกันก็มีลักษณะ และจุดมุ่งหมายที่ต่างกันไป เช่น สภาวะจิตอยู่ในภวังค์ที่เกิดจากการฟังเพลง ก็ไม่เหมือนกันกับภวังค์ที่เกิดจากการนั่งสมาธิ หรือที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฌาณ เป็นต้น ในทางศาสนาพุทธจึงมองภาวะความสงบนิ่งของจิตนี้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาจิต เพื่อเป็นพื้นฐานของการฝึกจิตในระดับต่อไป คือการพัฒนาให้เกิดเป็นปัญญา เพื่อการสำเร็จถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิต นั่นก็คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ทีนี้เราลองมาดูกันว่า ดนตรีนั้นจะนำมาช่วยในการฝึกสติฝึกสมาธิได้อย่างไร จุดร่วมระหว่างดนตรีกับสตินั้น คือการอยู่กับปัจจุบันขณะ เสียงทุกเสียงที่เราได้ยินนั้น เรียกได้ว่าแทบจะทันทีที่คลื่นเสียงออกจากแหล่งกำเนิดเสียง เกิดขึ้นแล้วก็แทบจะหายไปในทันทีพร้อมกันกับเสียงใหม่ที่เข้ามาแทน เราจึงได้ยินเฉพาะเสียงที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อสองนาทีก่อน หรือเสียงที่จะเกิดในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้านี้ ในดนตรีนั้นไม่มีทั้งอดีตและอนาคตมีเพียงเสียงเพลงที่เราได้ยินอยู่ ณ ปัจจุบันขณะเท่านั้น ดนตรีจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของการอยู่กับปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่การเกิดความรู้สึก หรือความทรงจำในอดีตที่มีความผูกพันกับเพลงนั้น แล้วทำให้เรารู้สึกว่า บทเพลงหรือท่วงทำนองนั้น ๆ มันยังคงดังก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ต่างล้วนเกิดจากการปรุงแต่งของจิต และการตีความของสมองของเราเอง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเราฟังเพลง ๆ หนึ่งแล้ว เรารู้สึกติดอยู่ในความทรงจำที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเสียงเพลงนั้นเกิดขึ้นแล้วก็หายไปแทบจะในทันที แต่เป็นจิตของเราเองที่ยังยึดติดอยู่กับอดีตของตัวเองซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเศร้าหรือมีความสุขก็ได้ ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้ดนตรีเพื่อการฝึกสตินั้น จึงต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะดนตรีเองก็เปรียบเสมือนดั่งดาบสองคมที่สามารถทำให้สงบ หรือแม้แต่ทำให้อารมณ์พลุ่งพล่านได้ในเวลาเดียวกัน ดั่งที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้เขียนถึงดนตรีไว้ว่า ดนตรีนั้นมีอิทธิพลต่อระบบประสาททั้งของคน สัตว์รวมไปถึงพืชต่าง ๆ และสามารถให้ผลได้ทั้งการหยุดระงับและการกระตุ้นกิเลสได้ นอกจากจะทำให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ และทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีตได้แล้วนั้น ดนตรียังสามารถทำให้ผู้ฟังตกอยู่ในภวังค์ได้ด้วย ด้วยเครื่องดนตรีบางชนิดประกอบกับเทคนิคการเล่นแบบพิเศษความรู้สึกหรือภาพความทรงจำที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเราจะถูกเปิดออกด้วยเสียงเพลง โดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นการใช้ดนตรีเพื่อช่วยในการฝึกสมาธิผู้ใช้จึงควรระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นระหว่างการฝึก

จุดประสงค์ของการใช้ดนตรีเพื่อการช่วยฝึกสมาธินั้น เพื่อช่วยผู้ที่มีปัญหาในการนั่งสมาธิในระยะแรก ๆ โดยเฉพาะกับผู้ที่คิดว่าการนั่งสมาธิเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เสียงดนตรีนั้นเป็นดั่งตัวช่วยผูกจิตและความคิดของผู้ฝึกให้อยู่กับปัจจุบันขณะโดยในขณะฟังจำเป็นต้องฟังแบบมีสติ คือไม่คล้อยตามไปตามอารมณ์ของเพลง ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยพิจารณาอารมณ์และความคิดที่เกิดขึ้นในขณะที่ฟังเพลงหรือเสียงนั้น ๆ โดยที่เพลงหรือเสียงที่ใช้ในการฝึกนั้นควรจะเป็นเพลงที่มีจังหวะไม่ช้ามาก ไม่ควรมีเนื้อร้องในตอนต้น ถ้าเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องก็ควรเป็นเนื้อร้องที่มีคติแง่คิดในทางที่เป็นประโยชน์ไม่ควรเป็นเนื้อร้องที่เกี่ยวกับอารมณ์ทางโลก นอกจากเพลงแล้วยังสามารถใช้ฝึกโดยใช้เสียงจากธรรมชาติได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ฝึกเป็นสำคัญว่าเอื้ออำนวยที่จะใช้เสียงจากธรรมชาติได้หรือไม่ นอกจากนี้การฝึกสติโดยการใช้ดนตรีช่วยฝึกนั้น เมื่อผู้ฝึกมีความชำนาญในการนั่งสมาธิแล้ว ก็ควรที่จะค่อย ๆ ลดการใช้เสียงในการฝึก เปลี่ยนไปพิจารณาลมหายใจ ร่างกายหรืออารมณ์ต่าง ๆ ตามหลักการฝึกสติในศาสนาพุทธต่อไป

ครั้งต่อไปจะพูดถึงวิธีการฝึกสติและสมาธิโดยใช้ดนตรีว่าในทางปฏิบัตินั้นควรทำอย่างไร รวมไปถึงข้อแนะนำในการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงข้อจำกัดในการใช้งานทางคลินิกกับความแตกต่างในการฝึกตามหลักของชาวพุทธ


บทความนี้เป็นบทคัดย่อมาจากวิทยานิพนธ์ Master of Arts (Musiktherapie) เรื่อง Achtsamkeit in der Musiktherapie หากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจอ่านฉบับเต็ม สามารถติดต่อได้ทางอีเมล์ windsection@hotmail.com

หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตวิชาเอกดนตรีบำบัดของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์และการสอบเข้า

หลักสูตรของสาขาวิชาดนตรีบำบัดเป็นหลักสูตรสองปี โดยมีหมวดวิชาปรับพื้นฐาน หมวดวิชาแกน และหมวดวิชาบังคับดังนี้:

หมวดวิชาปรับพื้นฐาน
• Principles of Music Therapy
• Group Leadership Skills in Music Therapy

หมวดวิชาแกน
• Music Research Methodology
• Music Research Seminar I
• Music Research Seminar II
• Seminar in Music

หมวดวิชาบังคับ
• Philosophy and Theory of Music Therapy
• Human Development and Music Learning
• Clinical Techniques for Children in Music Therapy
• Clinical Techniques for Adults in Music Therapy
• Practicum in Music Therapy
• Internship in Music Therapy I
• Internship in Music Therapy I

นอกจากวิชาเหล่านี้แล้ว นักศึกษาต้องเรียนวิชาเลือกและทำวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์อีกด้วย ซึ่งหน่วยกิตของวิชาเลือกและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์ จะขึ้นอยู่กับแผนการเรียนที่นักศึกษาเลือก

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรhttp://www.music.mahidol.ac.th/th/programs/master/master_art.php

การสอบเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตวิชาเอกดนตรีบำบัดของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์จะจัดขึ้น 4 ครั้งต่อปี การสอบเข้าเรียนในปีการศึกษา 2558 นั้นได้ปิดการรับสมัครแล้ว แต่ทางวิทยาลัยอาจพิจารณาเปิดรับสมัครรอบพิเศษ (รอบที่ 5) ซึ่งจะประกาศให้ทราบอีกที การสอบเข้าเรียนจะประกอบด้วยการสอบวิชาภาษาอังกฤษ สอบ TIME (ทฤษฎีและประวัติศาสตร์ดนตรี) สอบข้อเขียนของสาขาดนตรีบำบัด สอบปฏิบัติ เก็บชั่วโมงสังเกตการณ์ และสอบสัมภาษณ์

ผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
เรียนจบปริญญาตรีแล้ว โดยมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.75
ในกรณีที่ไม่ได้เรียนจบทางด้านดนตรีมา สาขาที่เรียนจบมาต้องมีความเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่สมัครเรียน
ในกรณีที่ไม่ได้เรียนจบดนตรีหรือสาขาที่เกี่ยวข้องมา ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ทำงานในสาขาอาชีพที่ต้องการสมัครไม่ต่ำกว่า 3 ปี

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบเข้าhttp://www.music.mahidol.ac.th/en/admission/handbook_grad.pdf

โดยอาจารย์มดแดง

ปรัชญาสองบรรทัด

งานหลักของนักดนตรีบำบัดถ้าจะให้อธิบายสไตล์คนไทยแบบไม่เกิน 8 บรรทัดนี่คงจะได้ประมาณนี้

"นักดนตรีบำบัดมีหน้าที่นำดนตรีกลับเข้าใปในหัวใจของผู้คน เพื่อให้เขาคนนั้นได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มความเป็น "มนุษย์" ให้มากขึ้น และลดความเป็น "คน" ให้น้อยลง" 

เป็นนักดนตรีบำบัดต้องรู้อะไรบ้าง

คำว่า ดนตรีบำบัดสำหรับบ้านเรานั้นค่อนข้างเป็นคำใหม่ และถึงแม้ในบ้านเมืองฝรั่งจะเริ่มมีการรู้จักดนตรีบำบัดกันบ้างแล้ว ฝรั่งส่วนมากก็ยังไม่รู้รายละเอียดว่าดนตรีบำบัดมันใช้ทำอะไร มาทำดนตรีบำบัดแล้วได้ผลจริงหรือไม่ มันเป็นความท้าทายและเป็นเรื่องที่พวกเราต้องเจอในชีวิตประจำวันเวลาเริ่มต้นกระบวนการบำบัดที่ต้องทำความเข้าใจกับผู้เข้ารับการบำบัดให้ชัดเจนก่อนเพื่อให้เกิดผลในการรักษามากที่สุด แต่ก่อนที่นักดนตรีบำบัดคนหนึ่งจะไปทำความเข้าใจหรือจะไปดูแลช่วยเหลือคนอื่นได้นั้น เขาต้องผ่านการทดสอบ ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นนักดนตรีบำบัดได้

ในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหรือเกี่ยวกับชีวิตของคนอื่นมันเป็นความรับผิดชอบของคนที่ทำงานด้านสาธารณสุขที่ต้องมีความเข้าใจในตัวงานที่ทำอยู่ให้ลึกซึ้งเป็นอย่างดี ก่อนที่จะได้รับการรับรองหรือได้รับอนุญาตให้เริ่มทำงานได้ ไม่ใช่แค่เพียงไปเข้าคอร์สอบรมมาครั้งสองครั้งแล้วก็มาเรียกตัวเองว่าเป็นหมอ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นนักดนตรีบำบัด แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีความรู้หรือรู้น้อยมากในสิ่งที่ตัวเองทำ เรียกได้ว่านอกจากจะไม่เคารพในสิทธิ์ของผู้เข้ารับการบำบัดที่สมควรได้รับการดูแลจากผู้ที่ได้รับการรับรอง แต่ยังเหมือนเป็นการไม่เคารพหรือโกหกตัวเองด้วย

เรียนดนตรีบำบัดอย่างแรกที่นักดนตรีบำบัดจำเป็นต้องมีและต้องพัฒนาฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอคือทักษะทางด้านดนตรี ขอแยกเป็นข้อๆ ตามนี้

  • มีความรู้ทางด้านทฤษฎีดนตรี:

ความรู้ทางทฤษฏีดนตรีนี้เหมือนเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดพึงศึกษาไว้ เพราะเป็นเสมือนประตูบานแรกสู่โลกแห่งเสียงเพลง เป็นพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดทุกๆ คนต้องรู้ ตั้งแต่เรื่องการอ่าน เขียนโน้ต บันไดเสียง คู่เสียง เสียงประสาน การย้ายบันไดเสียง ฉันทลักษณ์ทางดนตรี ฯลฯ หากจะถามว่าทำไมนักดนตรีบำบัดควรเรียนรู้ทฤษฎีดนตรีนั้นจะว่าไปก็เหมือนกับการตั้งคำถามว่าเราเรียนเลข เรียนสมการอะไรยากๆ ในโรงเรียนไปทำไม? จริงอยู่ที่เวลาทำงานจริงเราคิดถึงเรื่องทฤษฎีดนตรีกันน้อยมาก (อันนี้ขึ้นอยู่กับคอนเซ็ปการทำงานในแต่ละสาขาด้วย) แต่เรื่องพวกนี้เราศึกษาไว้เพื่อให้เกิดการตกผลึกทางความคิดให้เกิดการนำไปต่อยอดพัฒนาในทางปฏิบัติอีกทีหนึ่ง

  • มีทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีในระดับหนึ่ง:

เครื่องมือในการทำมาหากินของนักดนตรีบำบัดก็คือดนตรี หากรู้แค่ทฤษฎีเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ ต้องสามารถเล่นเครื่องดนตรีประเภทใดประเภทหนึ่งได้ด้วย มีเครื่องดนตรีหลักของตัวเองหนึ่งเครื่องที่สามารถเล่นได้อย่างมั่นใจ ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่นนั้น ขอใช้คำว่า ควรรู้ว่าเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ ใช้งานอย่างไร รู้จักที่มาที่ไปพอสมควร แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นได้อย่างมืออาชีพหรือถึงขนาดเป็น Virtuoso ในทุกๆ เครื่อง อย่างน้อยเครื่องดนตรีที่ตั้งอยู่ในห้องบำบัด นักดนตรีบำบัดควรรู้จักและใช้งานได้อย่างมั่นใจ อธิบายให้ผู้รับการบำบัดถึงวิธีการเล่น การจับถือได้อย่างถูกต้อง เครื่องดนตรีหลักๆ ที่ใช้ในการบำบัดได้แก่:

  • เครื่อง Percussionทุกประเภท ตั้งแต่กลองชุด กลองอัฟฟาริกา ฉิ่ง ฉาบ กรับ ไซโลโฟน มาริมบา ฯลฯ
  • กีตาร์ อันนี้เป็นเครื่องดนตรีพื้นฐานที่นักดนตรีบำบัดทุกคนต้องเล่นได้ ควรเล่นคอร์ดแล้วร้องเพลงตามได้
  • เปียโน ใช้บ่อยเช่นกัน โดยเฉพาะในคลีนิกดนตรีบำบัดแบบส่วนตัวและในบางสาขาของดนตรีบำบัด เปียโนถือเป็นเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ในการบำบัดและนักดนตรีบำบัดต้องผ่านการทดสอบเปียโนในระดับสูงทีเดียว
  • เครื่องสาย ไวโอลิน ดับเบิ้ลเบส ฮาร์ฟ เป็นต้น
  • เครื่องเป่า นั้นมีใช้บ้าง แต่ต้องคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

นอกจากเครื่องดนตรีแล้วนักดนตรีบำบัดควรร้องเพลงได้ ไม่จำเป็นต้องร้องได้ดีถึงขนาดไปประกวด The Voice แต่ต้องมีความมั่นใจในการใช้เสียงของตัวเอง ไม่ควรร้องเพลงเพี้ยน ผิดคีย์ เล่นดนตรีประกอบการร้องเพลงได้

  • ทักษะเรื่องการ Improvisation:

การอิมโพรไวเซชั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในการเรียนและการทำงานด้านดนตรีบำบัด การอิมโพรไวส์เพื่อการบำบัดนั้นมีรากฐานมาจากการอิมโพรไวส์ของแจ๊สในรูปแบบ Free Paly คือไม่มีกฎเกณฑ์ในการเล่น ไม่มี Melodie หรือ Chord Progression ที่แน่นอน นักดนตรีหยิบเครื่องดนตรีมาเจอกันแล้วก็เล่นเลย แต่ในการบำบัดนั้นจะต่างกับการเล่นแจ๊ส คือผู้รับการบำบัดไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านเสียงประสานและไม่จำเป็นต้องเล่นเครื่องดนตรีเป็น เพียงแค่เล่นออกมาตามอารมณ์ ความนึกคิดของตัวเองในขณะนั้น หากนักดนตรีบำบัดที่มีความรู้ทางด้านอิมโพรไวส์ดีพอ จะเป็นการช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดกล้าที่จะเล่นและรู้สึกสนุกไปกับเครื่องดนตรีที่ตัวเองอาจจะเพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกในชีวิต

เรื่องการอิมโพรไวเซชั่นนี้มีเทคนิคมากมายที่นักบำบัดจะต้องเรียนรู้เพื่อที่จะช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดแสดงถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกหรือพฤติกรรมที่แท้จริงของตนเองออกมาผ่านเสียงและลักษณะการเล่น แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นการเรียนอิมโพรไวส์เพื่อการบำบัดนั้นไม่ได้เรียนแบบนักศึกษาดนตรีแจ๊ส แนวคิดการอิมโพรไวส์เพื่อการบำบัดนั้นจะเปรียบเสมือนการเรียนรู้เทคนิคในการสื่อสารกับผู้อื่นโดยการใช้สื่อดนตรีแทนภาษา เทคนิคการอิมโพรไวส์นี้จะต้องปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ในชั่วโมงบำบัด จุดประสงค์ของผู้เข้ารับการบำบัดหรือหัวข้อการบำบัดในชั่วโมงนั้นๆ

  • Musical Senses:

เป็นนักดนตรีบำบัดแน่นอนว่าก็ต้องใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือทำมาหากิน หากรู้จักแค่ว่าเล่นเครื่องดนตรียังไงแต่ไม่มีความเข้าใจดนตรีก็คงยากที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจได้ นอกจากนี้ควรมีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของเสียงและระดับเสียง มีความรู้สึกทางจังหวะที่ดี ไวต่ออารมณ์ที่ซ่อนอยู่ระหว่างตัวโน้ต และสามารถบรรยายดนตรีที่ตนเองได้ยินและสื่อสารออกมาเป็นคำพูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย

อีกกลุ่มวิชาที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากลุ่มวิชาทางด้านดนตรีคือกลุ่มวิชาทางด้านจิตวิทยา รายละเอียดในแต่ละวิชาในกลุ่มนี้จะต่างกันออกไปตามแต่ละสาขาหรือแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับทฤษฎีที่นำมาใช้อ้างอิง เช่นทางประเทศยุโรปก็จะเน้นไปที่เรื่องจิตวิทยา จิตวิเคราะห์หรือกลุ่มวิชาจิตบำบัด ในอเมริกาก็จะเน้นไปที่เรื่องจิตวิทยาดนตรี กลุ่มวิชาด้านกายวิภาค ประสาทวิทยาเป็นต้น รายละเอียดเรื่องรายวิชาการเรียนการสอนนี้เราสามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆ ที่เปิดหลักสูตรดนตรีบำบัด ในที่นี้จะขอกล่าวถึงภาพรวมคร่าวๆ ไว้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจอยากศึกษาต่อทางนี้

  • กลุ่มวิชาจิตวิทยาทั่วไป หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าคนที่เรียนจิตวิทยาต้องวิเคราะห์คน ต้องอ่านความคิดคนได้อะไรแบบนั้น แต่อันที่จริงจิตวิทยาเป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาตร์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและกระบวนการทำงานของจิตใจคน เรียนเพื่อให้เข้าใจกระบวนการความคิด พฤติกรรมของคน มิใช่เรียนเพื่อให้ไปตัดสินคนอื่นว่าเขามีปัญหาทางจิตหรือเรียนเพื่อไปแก้ปัญหาชีวิตคนอื่น องค์ความรู้ทางจิตวิทยาในทางปฏิบัติจะไม่ได้อยู่ในหมวดนี้
  • กลุ่มจิตวิทยาพัฒนาการ เรียนเกี่ยวกับการพัฒนาการทางด้านอารมณ์ การเรียนรู้ของคนในวัยต่างๆ การปรับตัวให้เข้ากับสังคม ของคนในวัยต่างๆ รวมไปถึงปัญหาที่เกิดจากความบกพร่องของการพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ
  • กลุ่มวิชาโรคทางจิตเวชในเด็กและผู้ใหญ่ ดนตรีบำบัดในยุโรปถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาแบบจิตบำบัด จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่นักดนตรีบำบัดต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านโรคทางจิตประเภทต่างๆ ลักษณะอาการ สาเหตุการเกิดโรค ในบางสถานการณ์นักดนตรีบำบัดอาจจะต้องเป็นผู้วินิจฉัยโรคด้วยตนเองด้วย เพราะฉะนั้นความรู้ทางด้านการวิเคราะห์โรคก็เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับนักดนตรีบำบัดการเรียนในกลุ่มวิชานี้จะเป็นการเรียนเพื่อให้รู้ถึงลักษณะพิเศษเฉพาะของแต่ละโรคในแต่ละกลุ่มประชากร แต่จะไม่ได้ลงลึกเหมือนอย่างคนที่เรียนจิตวิทยาคลีนิกหรือคนที่เรียนจิตบำบัดที่ต้องสามารถแยกแยะโรคแต่ละโรคได้อย่างแม่นยำ
  • จิตวิทยาดนตรี เรียนเกี่ยวกับผลของดนตรีที่มีต่อคนเราในด้านต่างๆ และการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากดนตรีในชีวิตประจำวัน เพื่อการพาณิชย์หรือเพื่อการบำบัดรักษา

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิชาการเทคนิคบำบัด เช่น

  • เทคนิคในการสนทนากับคนไข้ จะเรียนเกี่ยวกับวิธีในการพูดคุยกับผู้เข้ารับการบำบัดอย่างไร ให้เขารู้สึกสบายใจมากที่สุด รวมไปถึงวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้เข้ารับการบำบัด
  • วิธีการบำบัดแบบกลุ่ม จะศึกษาแนวทางการทำการบำบัดแบบกลุ่ม การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นถายในกลุ่มอย่างไร รวมทั้งจะใช้เทคนิคในการบำบัดอย่างไรเพื่อให้ทุกคนที่อยู่ในกลุ่มบำบัด รู้สึกว่าได้รับความสนใจจากนักบำบัดอย่างเท่าเทียมกัน
  • กลุ่มวิชาเฉพาะกลุ่มประชากร เช่น ดนตรีบำบัดในเด็กและวัยรุ่น ดนตรีบำบัดสำหรับผู้ป่วยทางระบบประสาท ดนตรีบำบัดสำหรับผู้ป่วยทางจิตเวช ดนตรีบำบัดในผู้สูงอายุ กับผู้ติดยา หรือดนตรีบำบัดเพื่อลดความเจ็บปวด เป็นต้น

ในกลุ่มวิชาที่กล่าวมาทั้งหมดมีวิชาหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือวิชา self experience, self awareness คือการที่นักศึกษาดนตรีบำบัดจะต้องผันตัวเองไปอยู่ในบทบาทของการเป็นผู้ถูกบำบัดเสียเอง ทั้งนี้เพื่อให้เรารู้จักและเข้าใจตัวเองให้มากที่สุดเสียก่อน ควรรู้ว่าเรามีจุดอ่อนจุดแข็งด้านไหน เรียนรู้ที่จะรับรู้อารมณ์รวมไปถึงความผิดปกติหรือปมในอดีตของตัวเราเอง วิชานี้เป็นวิชาบังคับสำหรับคนที่เรียนทางด้านจิตบำบัดในเกือบจะทุกสาขา ถือเป็นการเรียนรู้วิธีการที่จะเข้าใจผู้อื่นได้ดีที่สุดคือเราต้องเข้าใจตัวเราเองเสียก่อน นอกจากนี้ยังเป็นการทดลองใช้เทคนิคต่างๆ ที่เรียนมากับตัวเองว่าหากเราได้รับการบำบัดแบบนี้แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร ก่อนที่เราจะนำเอาวิธีการเหล่านั้นไปใช้กับคนไข้จริงๆ

 

ความหมายของ “ดนตรีบำบัด” สิบคนพูดก็สิบความหมาย

น้องฉงน: “พี่เรียนอะไรอ่ะคะ
ผม: “เรียนดนตรีบำบัดครับ
น้องฉงน: “ว้าวววว เรียนดนตรีบำบัดแล้วมันเป็นยังไงอ่ะคะ
ผม: “เอออ คือมันเกี่ยวกับ บลา บลา บลา

บทสนทนาข้างต้นเป็นบทสนทนาที่คนเรียนดนตรีบำบัดทุกคนจะต้องได้เจอบ่อยที่สุดเมื่อถูกถามถึงสาขาที่ตัวเองกำลังเรียนอยู่ ไม่เพียงแค่คนไทยด้วยกันเท่านั้นที่จะถาม แม้แต่ฝรั่งเองก็งงเป็นไก่ตาแตกเหมือนกันเวลาที่เราบอกว่าเราเรียนดนตรีบำบัด หลังจากนั้นก็จะต้องมานั่งอธิบายให้ฟังกันว่ามันคืออะไรแล้วคนที่เรียนดนตรีบำบัดเขาต้องเรียนอะไรกันบ้าง ซึ่งบางทีผมก็คิดว่าคู่สนทนาของเราเขาไม่ได้อยากจะรู้จริงๆ หรอกว่ามันคืออะไร คงจะแค่ตื่นเต้นแล้วก็ไม่เคยเจอคนที่เรียนสาขานี้บ่อยนัก เลยถามออกมาแบบอัตโนมัติ ส่วนเขาจะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนว่าที่จริงแล้วพวกเราทำอะไรนั้น คงไม่ต้องไปสืบอะไรให้มันวุ่นวายนัก แค่รู้ว่าเขายังจำได้ว่าผมเรียนดนตรีบำบัดในตอนที่เจอกันอีกครั้ง แค่นี้ผมก็ดีใจละ

ทีนี้ถ้าเราอยากจะรู้จริงๆ ว่า ดนตรีบำบัดมันคืออะไร ยุคนี้ก็แค่เสิร์ชถามอากู๋ดู คุณก็จะได้คำตอบต่างๆ กันไป ถ้าเราเอาความหมายของมันมาเทียบกัน ความหมายของดนตรีบำบัดในภาษาอังกฤษก็ค่อนข้างแตกต่างกับความหมายในภาษาเยอรมันและต่างกับของภาษาไทย ส่วนภาษาอื่นผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะเขียนออกมาว่ายังไงบ้าง หากใครรู้ก็ช่วยสงเคราะห์ผมหน่อยนะครับ สำหรับความหมายในภาษาไทยเชื่อว่าหลายคนก็คงจะเคยผ่านตามาบ้างว่าดนตรีบำบัดคืออะไร เอาไปทำอะไรได้บ้าง ผมคงไม่ขยันที่จะไปรวบรวมมาให้ทุกท่านได้อ่าน ถึงผมจะขยันแบบนั้นก็ค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่มีคนตามอ่านอย่างแน่นอน ในบทความนี้ผมจึงไม่ขอเสียเวลามานั่งพิมพ์ว่าดนตรีบำบัดคืออะไร หรือแม่แต่ประโยชน์ของดนตรีมีอะไรบ้าง แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าการที่เราจะบอกและให้คำนิยามกับของสิ่งหนึ่งนั้นเราควรทำความรู้จักมันให้ดีอย่างถ่องแท้เสียก่อน ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะมีความคิดเห็นกับของสิ่งนั้นในแบบหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป เรารู้จักมันดีขึ้น เห็นในสิ่งที่ดีและสิ่งที่อาจจะเป็นข้อบกพร่องของมัน เราเองก็อาจจะเปลี่ยนทัศนะคติที่มีต่อของชิ้นนั้นไปเป็นอีกแบบ

ยกตัวอย่างเช่น หงส์ ทุกๆ คนรู้อยู่ว่าหงส์เป็นสัตว์ปีกมีทั้งสีขาวและสีดำ สมมุติว่านาย ก. ที่ทั้งชิวิตนี้ไม่เคยเห็นหงส์สีดำเลยก็อาจจะเถียงว่า ไม่จริงหงส์เป็นสัตว์ปีกที่มีสีขาวเท่านั้นจนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้เห็นหงส์สีดำด้วยตัวเองจึงได้เปลี่ยนความคิดใหม่ว่า หงส์นั้นก็มีทั้งสีขาวและสีดำ

ที่ยกตัวอย่างด้านบนเพียงแค่อยากให้เห็นภาพง่ายๆ ว่าการรับรู้ของคนเรามันมีผลต่อความคิด การได้สัมผัสรับรู้ผ่านประสบการณ์ของตัวเองนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการตระหนักรู้หรือการกลั่นกรองความรู้จากกระบวนการคิดเพียงอย่างเดียว แต่ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ปรัชญาไปมากกว่านี้ผมขอกลับมาที่ความหมายของดนตรีบำบัดของเรากันอีกที จริงอยู่ที่ตอนนี้เรามีบทความมากมายที่เขียนว่า ดนตรีบำบัดคืออะไรแต่สิ่งที่ยังขาดไปคือการสัมผัส การได้ทดลองด้วยตัวเองเพื่อให้ประจักษ์แจ้งกับตัวเองว่า ดนตรีบำบัดที่จริงแล้วคืออะไรผมชื่นชมและรู้สึกขอบคุณคนเขียนบทความทุกๆ ท่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้พยายามเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านดนตรีบำบัดนี้ออกไป แต่คนเรามีความรับรู้ต่างกัน เขียนสิบคนก็สิบอย่าง ไม่ได้หมายความว่าทั้งสิบคนนี้ผิดนะ ทั้งสิบคนนี้ที่จริงก็ถูกหมด เพียงแค่ว่าเรายังไม่มีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับและไว้ใช้อ้างอิงได้จริงๆ ว่า ดนตรีบำบัดคืออะไรในที่นี้ผมหมายถึงเฉพาะดนตรีบำบัดของไทยนะ ของฝรั่งไม่ต้องไปห่วงเขาหรอก เขาเถียงกันทุกวันว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร

สิ่งที่ยังขาดอยู่ในประเทศไทยคือการทำให้เห็นจริงว่าดนตรีบำบัดเขาทำกันอย่างไร ทุกวันนี้เราอาจจะได้รู้แค่ว่า ดนตรีบำบัดคือการผ่อนคลาย ดนตรีบำบัดคือการรักษาโรคแบบหนึ่ง ดนตรีบำบัดคือการร้องเพลงให้คนป่วยฟัง มันถูกหมดทุกอย่างหล่ะครับ แต่มันไม่ได้มีอยู่แค่นี้ ดนตรีบำบัดที่ผมเห็นในเมืองไทยในปัจจุบันนี้มันยังแคบและจำกัดวงอยู่มาก ความเข้าใจยังคงมีน้อยอยู่ หากสังคมไทยมีโอกาสได้รู้จักกับดนตรีบำบัดในแบบต่างๆ ในแบบที่กว้างขวาง ในแบบที่ ถ้าคนที่ได้สัมผัสกับมันจะต้องร้องว่า โห! มันทำแบบนี้ได้ด้วยหรอ“, “สุดยอด เมพ ขิงๆ“, “ฟินสุดๆอะไรทำนองนี้แน่นอน หรือแม้แต่ในทางตรงข้ามที่จะมีคนไม่ชอบและอาจจะพูดว่า ไรเนี่ย ไม่เห็นจะมีอะไรเลย“, “ดนตรีบำบัดไรวะ แบบนี้มันไม่ใช่ดนตรีซะหน่อย“, “อะไรเนี่ย อาทเกินเข้าไม่ถึงอ่ะ“, “ม่ายรู้เรื่องงงงงงก็สามารถเป็นไปได้ เพราะศาสตร์แขนงนี้ไม่ได้มาจากสวรรค์ นักดนตรีบำบัดก็ไม่ใช่เทวดาที่จะรักษาได้ทุกโรค มีคนชอบก็ต้องมีคนไม่ชอบ หากคุณมีโอกาสสักครั้งที่จะได้สัมผัสด้วยตัวเองว่าดนตรีบำบัดเป็นอย่างไร ก็ขอให้ลองนะครับ เมื่อได้ลองสัมผัสกับมันแล้วลองบอกตัวเองว่าสำหรับคุณแล้ว ดนตรีบำบัดคืออะไร

เมื่อ “ดนตรี” และ “บำบัด” มาอยู่ด้วยกัน จาก “เสียงแห่งสุนทรีย์” สู่ “ศาสตร์แห่งการรักษา”

“นับจากวันแรกที่เสียงเพลงเกิดขึ้นบนโลกจนถึงทุกวันนี้ ดนตรีได้แทรกซึมอยู่ในทุกๆ วัฒนธรรมของมนุษย์ เราคงแทบจะนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตที่ขาดเสียงดนตรีนั้นจะเป็นเช่นไร แม้คนที่หูหนวกสนิทก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่เข้ามากระทบกับตัว ดนตรีอยู่คู่กับชีวิตของเราตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งถึงช่วงเวลาสุดท้ายแห่งชีวิต”

ดนตรีจาก เสียงสู่ ศิลป์

เมื่อพูดถึงคำว่า ดนตรีคงไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน มนุษย์เราเริ่มทำดนตรีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ การทำดนตรีในสมัยนั้นก็น่าจะเป็นการส่งเสียงหรือเอาสิ่งของรอบๆ ตัวมาเคาะ ตี หรืออาจจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายควบคู่ไปด้วย ความสามารถในการทำดนตรีของมนุษย์มีจุดกำเนิดหรือมีการวิวัฒนาการมาได้อย่างไรก็ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนที่สามารถพิสูจน์ได้ เครื่องดนตรีชิ้นแรกๆ ของมนุษย์ที่ยังหลงเหลือหลักฐานมาจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นเพียงชิ้นกระดูกที่ถูกเจาะรูอยู่รอบๆ หน้าตาคล้ายๆ ขลุ่ยในยุคปัจจุบัน หากลองจินตนาการถึงโลกเมื่อประมาณ 35,000 ปีก่อน เมื่อได้ยินเสียงจากเครื่องดนตรีกระดูกชิ้นนี้ คงจะเหมือนกับการได้ยินเสียงจากสรวงสวรรค์เลยทีเดียว

ดนตรีตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความว่า เสียง ที่ประกอบกันเป็นทํานองเพลง, เครื่องบรรเลงซึ่งมีเสียงดังทําให้รู้สึกเพลิดเพลินหรือเกิดอารมณ์รัก โศก หรือรื่นเริง เป็นต้น ได้ตามทำนองเพลง

แต่คนเราก็ช่างคิดเมื่อนักประพันธ์เพลงชาวอเมริกานามว่า John Cage ได้ประพันธ์เพลงที่มีชื่อว่า 4’33” (สี่นาทีสามสิบสามวินาที) เป็นเพลงแห่งความเงียบนักดนตรีแทบไม่ต้องทำอะไรเลย พอถึงเวลาสี่นาทีกว่าก็คือจบเพลง อย่างนี้เราจะนับว่าความเงียบคือดนตรีชนิดหนึ่งได้หรือเปล่า อันที่จริงดนตรีไม่จำเป็นต้องหมายความถึงเสียงเพลงเสมอไป หากมองให้ลึกลงไป ดนตรีสามารถเป็นได้ทั้งเสียงจากธรรมชาติที่อยู่ในขอบเขตการได้ยินของมนุษย์ หรือในรูปแบบของงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากการครุ่นคิดเพื่อก่อให้เกิดสติปัญญาต่อผู้ฟังหรือเพื่อจุดประสงค์ในการกระตุ้นอารมณ์การรับรู้ของมนุษย์ หรือเพื่อการสะท้อนภาพของสังคมและวัฒนธรรมในแง่มุมต่างๆ

จากเสียงเคาะหิน เสียงตีไม้เมื่อหลายหมื่นปีก่อน ปัจจุบันเสียงดนตรีได้ถูกพัฒนาขึ้นจนมีความซับซ้อนทางด้านโครงสร้าง ไวยากรณ์ รูปแบบการประพันธ์ จนไปถึงเสียงประดิษฐ์สังเคราะห์ที่แปลกหูออกไป เรามีดนตรีหลากหลายประเภทให้เลือกฟังตามความต้องการ ตามสภาวะอารมณ์ในขณะนั้นๆ หรือสภาวะแวดล้อมและบริบททางสังคม จุดร่วมเดียวกันของดนตรีไม่ว่าจะเป็นของชนชาติใดคือ ดนตรีเปรียบเสมือนเครื่องมือของมนุษย์ที่มีไว้คอยตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์ เป็นเครื่องมือที่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าภาษาพูด เป็นศิลปะที่มนุษย์ทุกคนสามารถรับรู้และรู้ซึ้งได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยความรู้ขั้นสูงอะไรทั้งนั้น

จาก ศิลปะทางเสียงสู่ ศาสตร์แห่งการบำบัดรักษา

อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่าดนตรีมีความผูกพันและเกี่ยวข้องกับมนุษย์มาตั้งแต่ยุคต้นของพัฒนาการของมนุษย์ ผลกระทบของดนตรีที่มีต่อมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ได้มีการศึกษากันมายาวนาน ยิ่งมีการศึกษามากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบกับความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ในเสียงเพลงมากเท่านั้น เรานั่งกินข้าวในร้านอาหารนานขึ้นและมีโอกาสที่จะสั่งอาหารมากกว่ากับร้านที่เลือกเปิดเพลงช้าๆ ในทางกลับกันกับร้านที่เปิดเพลงเร็วลูกค้าจะรับประทานอาหารและออกจากร้านเร็วกว่า ดนตรียังมีผลต่อการขายสินค้าและพฤติกรรมในการเลือกซื้อของผู้บริโภคด้วยเช่นในร้านไวน์ ลูกค้าจะเลือกซื้อไวน์ที่แพงขึ้นหากทางร้านเลือกเปิดเพลงคลาสสิก หรือการใช้เพลงเพื่อสื่อถึงสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งพอคุณร้องเพลงๆ นั้นภาพของสินค้าชนิดนั้นก็จะเข้ามาในหัวของคุณทันที หรือแม้แต่อิทธิพลของเสียงเพลงที่มีช่วยให้การรับรู้ความความเจ็บปวดต่างๆ ลดลง การใช้ดนตรีเพื่อช่วยในการรักษาอาการผิดปกติทางใจหรือเพื่อใช้เสริมกับการรักษาหลักประเภทอื่น

ในด้านของการนำดนตรีมาใช้เพื่อจุดประสงค์ใน การรักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ และยังมีบันทึกปรากฎในพระคัมภีร์ฉบับเก่าว่า:

16:16 ขอเจ้านายของข้าพระองค์ทั้งหลาย จงบัญชาผู้รับใช้ของพระองค์ผู้ที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ให้หาคนที่มีฝีมือในการดีดพิณเขาคู่ และต่อมาเมื่อวิญญาณชั่วจากพระเจ้าสิงพระองค์ ก็ให้เขาดีดพิณเขาคู่แล้วพระองค์จะหายดี

จะเห็นได้ว่าความเชื่อที่ว่าดนตรีมีผลกับสุขภาพนั้นมีมาตั้งแต่อดีตแล้ว เพียงแต่เราจะพบเห็นการใช้ดนตรีเพื่อการรักษาโรคนี้แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ภาษา ความเชื่อและรูปแบบทางสังคม อาจจะบอกได้ว่าดนตรีบำบัดในยุคใหม่นั้นก็มีรากฐานมาจากความเชื่อเหล่านี้ เพียงแต่ได้รับการพัฒนา ปรับปรุงให้เหมาะสมกับรูปแบบของสังคมในยุคปัจจุบันโดยการใช้เครื่องมือในทางวิทยาศาสตร์มาเป็นตัวพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ในสาขานี้ให้ได้รับการยอมรับและแพร่หลายออกไปในหลายๆ พื้นที่ แต่ถึงกระนั้นเราก็สามารถมองเห็นได้ถึงความแตกต่างในทางความคิดที่ซ่อนอยู่ในดนตรีบำบัดของแต่ละประเทศ แต่ละทวีปได้อย่างชัดเจน การที่เราจะรับเอารูปแบบของการบำบัดประเภทนี้มาใช้งานโดยที่ไม่คำนึง ถึงภูมิหลังทางวัฒนธรรมของเราหรือนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับคนไทยนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ